เด็กเล็กเรียนรู้ผ่านการสื่อสารในชีวิตประจำวันตั้งแต่การฟังคำพูดง่าย ๆ การทำตามคำสั่ง การบอกความต้องการ ไปจนถึงการสื่อสารกับคนรอบตัว แต่สำหรับเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น หรือเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้า ความยากลำบากด้านการสื่อสารและภาษาอาจทำให้การรับฟังและทำความเข้าใจคำสั่งบางอย่างเป็นเรื่องที่ต้องใช้ความพยายามมากกว่าเด็กวัยเดียวกัน เช่น เมื่อผู้ใหญ่พูดว่า “เอารองเท้ามาให้แม่” แต่เด็กยังไม่ทำ สิ่งที่เกิดขึ้นอาจมีได้หลายสาเหตุ

  • เด็กอาจยังไม่เข้าใจคำว่า “รองเท้า”
  • อาจฟังคำสั่งไม่ทัน
  • อาจไม่เข้าใจว่าต้องทำอะไร
  • อาจกำลังสนใจสิ่งอื่นอยู่ หรือ
  • เด็กอาจเข้าใจคำสั่งแล้ว แต่ยังไม่สามารถหยุดกิจกรรมเดิมและเปลี่ยนไปทำสิ่งใหม่ได้ทันที

เมื่อ “เด็กยังไม่ทำตามคำสั่ง” ผู้ใหญ่ช่วยเด็กได้หรือไม่? อย่างไร?

คำสั่งง่าย ๆ ที่ผู้ใหญ่พูดไม่กี่คำ แท้จริงแล้วเด็กต้องใช้กระบวนการหลายขั้นตอน เช่น

  • ผู้ใหญ่พูดกับเด็กว่า “เอาบอลใส่กล่อง”
  • เด็กต้องฟังเสียง → เข้าใจคำศัพท์ → เชื่อมโยงคำกับสิ่งของ → เข้าใจสิ่งที่ต้องทำ → จำคำสั่งไว้ → ลงมือปฏิบัติ

เด็กที่มีข้อจำกัดด้านภาษาหรือมีความยากลำบากด้านการควบคุมความสนใจและการกำกับตนเองอาจพบอุปสรรคในการ “เอาบอลใส่กล่อง” ในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งจึงไม่ทำตามคำสั่ง เราจึงต้องมองหา “ข้อมูล” เพิ่มเติมและไม่รีบสรุปว่าเด็กไม่ตั้งใจฟังสิ่งที่เราพูดหรือไม่ให้ความร่วมมือ

ทั้งนี้ สมาคมนักแก้ไขการพูด ภาษา และการได้ยินแห่งสหรัฐอเมริกา (American Speech-Language-Hearing Association หรือ ASHA) อธิบายว่าความสามารถด้านภาษาของเด็กมีหลายองค์ประกอบและการประเมินการสื่อสารควรพิจารณาความสามารถของเด็กในบริบทต่าง ๆ ไม่ใช่ดูจากพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว (1)

เราสามารถใช้แนวทางนี้ในการตรวจสอบการฟัง+เข้าใจของเด็กในชีวิตประจำวัน คือ เราพูดแล้ว → เราต้องรอ → เราต้องสังเกต → และเราต้องตรวจสอบเพิ่มเติมว่าเด็กตอบสนองต่อคำสั่งของเราแบบนั้นเพราะอะไร เช่น 

  • เราพูดว่า “น้องครับ ช่วยเก็บรถที่เล่นอยู่ตรงนั้นให้เรียบร้อย แล้วเอาไปใส่กล่องของเล่นด้วยนะครับ” (หากเด็กไม่ทำตามคำพูดนี้ของเราก็ไม่แปลกเพราะเราใช้คำสั่งยาวเกินไป ซับซ้อนมากไป และมีข้อมูลหลายชุดที่เด็กต้องประมวลผลมากเกินไป ในการฟังเข้าใจครั้งเดียว)
  • เราพูดสั้น ๆ ไปทีละขั้นตอนว่า “หยิบรถ” เรารอให้เด็กหยิบรถ → เรารอ → เราสังเกตว่าเด็กหยิบรถแล้วหรือไม่ เมื่อเด็กหยิบรถแล้ว เราค่อยพูดต่อว่า “ใส่กล่อง” เด็กอาจทำตามที่เราพูดได้

ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา (Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC) แนะนำให้ใช้คำพูดสั้น ๆ ชัดเจน และเหมาะสมกับระดับความสามารถในขณะนั้น ๆ ของเด็กวัยเด็กเล็ก ตลอดจนให้คำสั่งทีละขั้นตอนหากเด็กยังไม่พร้อมรับคำสั่งหลายขั้นตอน (2)

หลังจากที่เราพูดหรือบอกให้เด็กทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งแต่เด็กไม่ทำ เราอย่าเพิ่งพูดซ้ำทันทีโดยอัตโนมัติว่า “เอารถใส่กล่องสิ” “บอกให้เอารถใส่กล่อง” “ฟังแม่หรือเปล่า?” เพราะเมื่อเราพูดเพิ่มไปเรื่อย ๆ เด็กจะไม่ได้มีเวลามากพอที่จะประมวลผลคำสั่งแรกเสียด้วยซ้ำ เมื่อพูดไปแล้วหนึ่งครั้ง เราจะเว้นช่วงสักระยะหนึ่งเพื่อสังเกต ซึ่งเราอาจพบว่าเด็กหันมาหาเรา มองไปยังสิ่งของ หยุดกิจกรรมเดิม เอื้อมมือไปหยิบของ เดินไปยังบริเวณที่เกี่ยวข้อง เริ่มทำตามคำสั่ง การตอบสนองเหล่านี้ของเด็กล้วนเป็นข้อมูลที่ช่วยให้เราเข้าใจว่าเด็กกำลังรับสารด้วยความเข้าใจใช่หรือไม่

เด็กบางคนอาจไม่ตอบว่า “ครับ” หรือไม่สามารถพูดตอบได้ในทันที แต่เขาตอบรับว่าเข้าใจผ่านการกระทำได้ เช่น ผู้ใหญ่พูดว่า “เอารถใส่กล่อง”

แล้วเด็กเดินไปหยิบรถและนำไปใส่กล่อง แต่ในทางกลับกัน หากเด็กหยิบของอย่างอื่น เดินไปผิดทิศทาง หรือยืนมองโดยไม่รู้ว่าจะทำอะไรต่อ ผู้ใหญ่ควรพิจารณาเพิ่มเติมว่าคำพูดที่ใช้ยากเกินไป ซับซ้อนเกินไป หรือมีคำศัพท์บางคำที่เด็กยังไม่เข้าใจหรือไม่

เมื่อเด็กยังไม่สามารถทำตามคำสั่งได้ สิ่งที่ผู้ใหญ่อาจลองทำก่อนคือลดความซับซ้อนของภาษา เช่น จาก “เก็บของเล่นทั้งหมดใส่กล่อง แล้วมานั่งกับแม่” อาจแบ่งเป็น “เก็บรถใส่กล่อง” เมื่อเด็กทำสำเร็จ “เก็บบอลใส่กล่อง” จากนั้นจึงค่อย “มานั่งกับแม่” เด็กที่รับฟังคำสั่งทีละส่วนจะมีโอกาสประสบความสำเร็จในการฟัง+เข้าใจมากขึ้น

ผู้ใหญ่ไม่จำเป็นต้องพูดกับเด็กด้วยคำสั้น ๆ ตลอดเวลา แต่เมื่อจะพูดคำสั่งใหม่ อาจช่วยให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้นด้วยการเน้นคำสำคัญ เช่น “หยิบรองเท้า”

“ใส่กล่อง” “มานั่ง” + พูดด้วยจังหวะที่ไม่เร็วเกินไป + เว้นช่วงให้เด็กประมวลผล ดังนั้น เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ภาษาของผู้ใหญ่สั้นลงตลอดเวลา แต่เป็นการปรับระดับภาษา จังหวะการพูด และทิ้งระยะเวลาให้เด็กได้ประมวลผลอย่างเหมาะสมกับสิ่งที่เด็กแต่ละคนกำลังเรียนรู้

เด็กบางคนเข้าใจข้อมูลได้ง่ายเมื่อเขาได้เห็นภาพประกอบกับการได้ยินคำสั่ง ดังนั้น ผู้ใหญ่อาจพูดพร้อมกับชี้ไปที่รองเท้า ชี้ไปที่กล่อง แสดงท่าทางประกอบ ใช้ภาพถ่าย ใช้ภาพสัญลักษณ์ หรือใช้วัตถุจริง เช่น “ใส่กล่อง” พร้อมกับชี้ไปที่กล่อง หรือ “รองเท้า” พร้อมกับหยิบรองเท้าให้เด็กเห็น

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักร (National Institute for Health and Care Excellence หรือ NICE) แนะนำให้พิจารณาการใช้ภาพหรือสื่อที่เป็นรูปธรรมเพื่อสนับสนุนการสื่อสารโดยเลือกให้เหมาะกับระดับพัฒนาการและความต้องการของเด็ก (3) และสมาคมนักแก้ไขการพูด ภาษา และการได้ยินแห่งสหรัฐอเมริกาเองก็ระบุถึงบทบาทของ Visual Supports หรือ “ตัวช่วยทางภาพ” เช่น วัตถุ ภาพถ่าย ภาพวาด และสัญลักษณ์ ว่ามีส่วนช่วยให้เด็กเข้าใจลำดับกิจกรรมและการสื่อสารในชีวิตประจำวันได้ง่ายขึ้นเช่นกัน

บางครั้งปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่เด็กไม่ได้ฟังหรือไม่เข้าใจภาษา แต่เป็นเพราะในขณะนั้นเด็กยังไม่ได้พร้อมที่จะรับข้อมูล เราจึงต้องสังเกตว่าเด็กกำลังเล่นอะไรอยู่ มีเสียงรบกวนหรือไม่ มีคนอื่นกำลังพูดอยู่หรือไม่ เด็กกำลังสนใจสิ่งอื่นมากหรือไม่ ผู้ใหญ่อยู่ไกลจากเด็กเกินไปหรือไม่ และก่อนให้คำสั่ง เราอาจเข้าใกล้ → เรียกชื่อ → รอให้เด็กหันหรือแสดงว่าพร้อมรับสาร → พูดคำสั่ง วิธีนี้ช่วยลดภาระในการรับข้อมูลที่ไม่จำเป็นและทำให้เด็กมีโอกาสรับสารได้ชัดเจนขึ้น

หากเราเพิ่งเริ่มฝึกให้เด็กทำตามคำสั่ง เราจะเริ่มจากคำสั่งง่าย ๆ หนึ่งขั้นตอน เช่น “หยิบบอล” แล้วค่อยขยายเป็นสองขั้นตอน เช่น “หยิบบอลใส่กล่อง” หรือสามขั้นตอน เช่น “หยิบบอล ใส่กล่อง แล้วมานั่ง” เมื่อเด็กสามารถทำได้อย่างสม่ำเสมอ เราค่อยเพิ่มความซับซ้อนของคำสั่ง โดยไม่วางเป้าหมายว่าเด็กต้องทำตามคำสั่งที่ยากที่สุดได้เร็วที่สุด แต่มุ่งสร้างความเข้าใจทีละขั้นจนเด็กสามารถนำทักษะไปใช้ในสถานการณ์จริงได้

เป้าหมายของการส่งเสริมทักษะด้านการสื่อสารไม่ได้มีเพียงการทำให้เด็กสามารถทำตามคำสั่งของผู้ใหญ่ได้ การที่เด็กไม่ทำตามคำสั่งก็อาจเป็นการสื่อสารตอบกลับรูปแบบหนึ่งที่เด็กใช้เพื่อบอกความต้องการ ความรู้สึก และความคิดเห็นของตนเองให้ผู้ใหญ่รับฟัง+เข้าใจ เช่น “หนูไม่ทำเพราะยังไม่ต้องการทำสิ่งนี้ในตอนนี้” “แม่ช่วยพูดช้า ๆ หน่อยได้ไหม หนูไม่เข้าใจ” หรือ “หนูขอเล่นอีกนิดนึง เล่นเสร็จ หนูจะเก็บของเล่นลงกล่อง” เป็นต้น ดังนั้น ภาษาพูด ภาษาท่าทาง สัญลักษณ์หรือสัญญาณที่เด็กตอบกลับ หรือภาษามือที่เด็กใช้ล้วนเป็นภาษาเสริมของเด็กที่เราต้องค้นหาต่อไปว่า “เด็กคนนี้ชอบสื่อสารกับเราด้วยวิธีไหน” และ “เราสามารถใช้วิธีการนั้นให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นในการสื่อสารกับเด็กในชีวิตประจำวันได้อย่างไร”

  • เด็กได้ยินหรือไม่?
  • เด็กเข้าใจคำศัพท์หรือไม่?
  • คำสั่งของเรายาวหรือซับซ้อนเกินไปหรือไม่?
  • มีสิ่งรบกวนหรือไม่?
  • เด็กต้องการภาพหรือท่าทางช่วยหรือไม่?
  • หรือเด็กเข้าใจแล้ว แต่ยังต้องการความช่วยเหลือในการลงมือทำหรือเปลี่ยนกิจกรรมหรือไม่?

คำถามเหล่านี้จะช่วยให้เราเข้าใจเด็กและบริบทรอบตัวในขณะนั้นได้ละเอียดขึ้น และเมื่อเรารู้ว่าเด็กติดขัดอยู่ที่ขั้นตอนไหน เราจะได้หาทางช่วยเด็กได้ตรงจุดมากขึ้นต่อไป

(1) American Speech-Language-Hearing Association (ASHA). Spoken Language Disorders: Practice Portal. สมาคมนักแก้ไขการพูด ภาษา และการได้ยินแห่งสหรัฐอเมริกา. เนื้อหาเกี่ยวกับความสามารถด้านภาษาและการสื่อสาร รวมถึงรูปแบบการสื่อสารที่อาจใช้ทดแทนหรือเสริมการพูด เช่น ภาพ วัตถุจริง ท่าทาง และ AAC.

(2) Centers for Disease Control and Prevention (CDC). Steps for Giving Good Directions. ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งสหรัฐอเมริกา. แนวทางการให้คำสั่งแก่เด็กเล็ก โดยเน้นการทำให้เด็กพร้อมรับคำสั่ง ให้คำสั่งที่ชัดเจน เหมาะกับวัยและความสามารถ ให้ทีละคำสั่ง ใช้ท่าทางประกอบ และตรวจสอบว่าเด็กทำตามหรือเข้าใจสิ่งที่ต้องทำหรือไม่.

(3) National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Autism spectrum disorder in under 19s: support and management (CG170). สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักร. แนวทางระบุถึงการปรับการสนับสนุนให้เหมาะกับระดับพัฒนาการของเด็ก การส่งเสริมให้พ่อแม่ ผู้ดูแล และครูเข้าใจและตอบสนองต่อรูปแบบการสื่อสารของเด็ก และการใช้ visual supports ที่มีความหมายกับเด็ก.

“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini