แนวทางในปัจจุบันเรื่องการสร้างเสริมพัฒนาการเด็กที่มีความแตกต่างด้านพัฒนาการไม่ได้เน้นการเร่งให้เด็กทำทุกอย่างได้ในเวลาอันสั้น แต่มุ่งสร้างโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม มีโอกาสได้สื่อสาร เรียนรู้ในบรรยากาศที่ดี และนำสิ่งที่เรียนรู้มาปรับใช้เป็นทักษะในชีวิตจริง โดยมีผู้ดูแลและทีมผู้เชี่ยวชาญช่วยกันวางแนวทางให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน [1–3]

ไม่จำเป็นต้องรอเฉพาะเวลาฝึก เพราะช่วงกินข้าว แต่งตัว อาบน้ำ เก็บของ เล่น หรือออกไปข้างนอก ล้วนเป็นโอกาสให้เด็กได้ฝึกทักษะและนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในสถานการณ์จริง

หน่วยงานที่แนะนำแนวทางนี้

องค์การอนามัยโลก ( WHO) และสมาคมนักแก้ไขการพูดและภาษาแห่งสหรัฐอเมริกา (ASHA): ให้ความสำคัญกับการใช้กิจวัตรและกิจกรรมในชีวิตประจำวันเป็นบริบทของการเรียนรู้ เพราะเป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงและสามารถนำทักษะไปใช้ซ้ำได้อย่างเป็นธรรมชาติ [2,3]

ลองทำ:
ขณะกินข้าว ชวนลูกหยิบช้อนของตัวเอง

ระหว่างแต่งตัวให้ลูกช่วยเลือกหรือหยิบเสื้อผ้า แทนที่จะทำทุกอย่างให้ลูกทั้งหมด


ลูกอาจยังทำกิจกรรมได้ไม่ครบทุกขั้นตอน แต่สามารถเริ่มจากส่วนเล็ก ๆ ที่เหมาะกับความสามารถของเขาได้

หน่วยงานที่แนะนำแนวทางนี้

องค์การอนามัยโลก: ควรช่วยให้เด็กมีส่วนร่วมในการลงมือทำกิจกรรม สื่อสาร และฝึกทักษะในชีวิตประจำวัน โดยสอนทักษะใหม่ ๆ ผ่านขั้นตอนเล็ก ๆ และให้ผู้ดูแลนำไปฝึกในกิจวัตรจริง [2] โดยสิ่งสำคัญไม่ใช่การทำแทนเด็กเพื่อให้เสร็จเร็วที่สุด แต่คือการเปิดพื้นที่ให้เด็กได้ลงมือทำ

ลองทำ:
ให้เด็กช่วยถือผ้า หยิบช้อน ใส่ของลงตะกร้า เลือกของ หรือเก็บของเล่น แม้จะช่วยได้เพียงบางขั้นตอนก็ตาม


เด็กแต่ละคนมีความสนใจ จุดแข็ง และสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมแตกต่างกัน

หน่วยงานใดแนะนำแนวทางนี้บ้าง

สมาคมนักแก้ไขการพูดและภาษาแห่งสหรัฐอเมริกา: ควรกระตุ้นพัฒนาการระยะเริ่มแรก (Early Intervention) โดยพิจารณารอบด้านทั้งกิจวัตรประจำวันจริงของครอบครัว ความกังวลและความต้องการของครอบครัว รวมถึงจุดแข็งและความสนใจของเด็ก และการสร้างเสริมความสามารถของผู้ดูแลและครอบครัวในการนำสิ่งเหล่านี้มาสร้างโอกาสในการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันให้กับเด็ก ๆ [3] อย่างไรก็ตาม เราไม่ได้จำเป็นต้องเปลี่ยนสิ่งที่ลูกหลานชอบให้เป็น “แบบฝึกหัด” ทุกครั้ง แต่สามารถเข้าไปมีส่วนร่วมกับสิ่งที่พวกเขาสนใจ แล้วค่อย ๆ สร้างโอกาสให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน

ลองทำ:
ถ้าลูกชอบรถ อาจใช้การเล่นรถเป็นโอกาสฝึกการผลัดกันเล่น การเลือก การขอ การรอ หรือการสื่อสารรูปแบบต่าง ๆ


การที่เด็กยังทำไม่ได้ในวันนี้ ไม่ได้หมายความว่าจะทำไม่ได้ตลอดไป เราอาจลองดูว่ากิจกรรมยากเกินไปหรือไม่ ขั้นตอนมากเกินไปหรือไม่ หรือเราสามารถแบ่งกิจกรรมให้เล็กลงและเหมาะกับระดับพัฒนาการของเขาได้หรือไม่

หน่วยงานที่แนะนำแนวทางนี้

องค์การอนามัยโลก: การสอนทักษะใหม่ควรย่อยเป็นขั้นตอนเล็ก ๆ และการนำไปฝึกในกิจวัตรประจำวัน

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักร: ใช้การแทรกแซงด้านการสื่อสารและสังคมโดยปรับให้เหมาะกับระดับพัฒนาการของเด็กแต่ละคน [1,2]

ลองทำ:
แทนที่จะบอกว่า “เก็บของเล่นทั้งหมด” อาจเริ่มจาก “หยิบรถ 1 คันใส่กล่อง” แล้วค่อยเพิ่มจำนวนหรือขั้นตอนเมื่อพร้อม


พ่อแม่ผู้ปกครองเป็นคนที่เห็นลูกหลานในสถานการณ์จริงมากที่สุด การสังเกตว่าเด็กทำอะไรได้ดี อะไรยาก และเกิดขึ้นในสถานการณ์ใด จึงเป็นข้อมูลที่มีประโยชน์ต่อการวางแผนช่วยเหลือ

หน่วยงานที่แนะนำแนวทางนี้

สมาคมนักแก้ไขการพูดและภาษาแห่งสหรัฐอเมริกาเน้นการทำงานแบบร่วมมือกันระหว่างครอบครัวและทีมผู้เชี่ยวชาญ

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักรสนับสนุนการมีส่วนร่วมของพ่อแม่และผู้ดูแลในการดำเนินการแทรกแซงร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ [1,3]

ดังนั้น “ลองใหม่” ไม่ควรหมายถึงการทดลองวิธีบำบัดด้วยตัวเองไปเรื่อย ๆ แต่หมายถึง สังเกต → ปรับกิจกรรมตามคำแนะนำ → ดูการตอบสนองของลูก → นำข้อมูลกลับไปปรึกษาทีม เมื่อไม่แน่ใจ ควรพูดคุยกับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กและทีมบำบัดประจำตัวลูกเพื่อร่วมกันพิจารณาว่าควรปรับเป้าหมายหรือวิธีการอย่างไร


เด็กไม่จำเป็นต้องอยู่ในสถานการณ์ฝึกอย่างเป็นทางการตลอดทั้งวัน ทั้งนี้ หลังการเรียนการสอนหรือการทำกิจกรรมที่เด็กต้องใช้ความพยายามเพื่อเรียนรู้ เราอาจกลับมาเล่นสิ่งที่ลูกชอบ ร้องเพลง เล่นซ่อนหา ต่อบล็อก หรือเล่นรถด้วยกัน โดยการเล่นไม่จำเป็นต้องเป็น “รางวัลหลังฝึก” เสมอไปเพราะตัวการเล่นเองก็สามารถเป็นบริบทของการเรียนรู้ได้

หน่วยงานที่แนะนำแนวทางนี้

องค์การอนามัยโลก: ใช้การเล่นและการทำกิจวัตรในบ้านเป็นโอกาสในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสาร และการเรียนรู้

สถาบันแห่งชาติเพื่อความเป็นเลิศด้านสุขภาพและการดูแลแห่งสหราชอาณาจักร: ใช้กลยุทธ์ผ่านการเล่นร่วมกับพ่อแม่ ผู้ดูแล และครู เพื่อส่งเสริมความสนใจร่วม การมีส่วนร่วม และการสื่อสารแบบโต้ตอบ [1,2]


“บ้านอุ่นรัก” หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแนวทางข้างต้นจะเป็นจุดเริ่มของการสร้างเสริมพัฒนาการเด็ก เราจะเป็นกำลังใจให้ทุกบ้านทุกครอบครัว


เชิงอรรถ

[1] National Institute for Health and Care Excellence (NICE). Autism spectrum disorder in under 19s: support and management (CG170). NICE แนะนำการแทรกแซงด้านการสื่อสารและสังคมที่ใช้การเล่นร่วมกับพ่อแม่ ผู้ดูแล และครู เพื่อเพิ่มความสนใจร่วม การมีส่วนร่วม และการสื่อสารแบบโต้ตอบ โดยควรปรับให้เหมาะกับระดับพัฒนาการของเด็ก และเพิ่มความเข้าใจและการตอบสนองของผู้ใหญ่ต่อรูปแบบการสื่อสารของเด็ก

[2] World Health Organization (WHO). Caregiver Skills Training for Families of Children with Developmental Delays or Disabilities: Participants’ Guide, Group Sessions 1–9. Geneva: World Health Organization; 2022. โปรแกรม Caregiver Skills Training (CST) สำหรับครอบครัวเด็กอายุ 2–9 ปีที่มีพัฒนาการล่าช้าหรือความพิการ เน้นการใช้การเล่น กิจวัตรในบ้าน และกิจกรรมประจำวันเป็นโอกาสในการส่งเสริมการมีส่วนร่วม การสื่อสาร พฤติกรรม และทักษะชีวิตประจำวัน รวมถึงการสอนทักษะใหม่เป็นขั้นตอนเล็ก ๆ

[3] American Speech-Language-Hearing Association (ASHA). Early Intervention. ASHA ระบุว่าแนวทาง Early Intervention ควรสนับสนุนการมีส่วนร่วมของเด็กในบริบทตามธรรมชาติ โดยใช้กิจวัตร ประสบการณ์ และสถานการณ์ในชีวิตประจำวันเป็นโอกาสในการเรียนรู้ รวมทั้งพิจารณาจุดแข็ง ความสนใจ และสิ่งที่ช่วยกระตุ้นการมีส่วนร่วมของเด็ก และสนับสนุนการทำงานร่วมกันระหว่างครอบครัวกับทีมผู้ให้บริการ


“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย

บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2 โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656

บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26 โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2

Image Credit: Google Gemini