by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
ถ้าคุณคือพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีลูกวัยรุ่น แต่ไม่ค่อยได้ชวนลูกพูดคุย เพราะรู้สึกว่าลูกมีความเป็นตัวของตัวเองสูง ลูกชอบอยู่ในโลกส่วนตัว ลูกไม่ชอบแบ่งปันเรื่องราวใด ๆ กับพ่อและแม่ หรือแม้จะได้คุยกัน ก็จะคุยกันแบบไม่ค่อยเข้าใจ เพราะลูกและคุณสนใจเรื่องราวที่แสนจะแตกต่างกัน…ถ้านี่คือคุณ…ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” มั่นใจว่าบทความนี้คือบทความที่คุณต้องอ่าน
อันที่จริง ก็จริงอยู่ว่าสำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองที่ไม่ค่อยได้คุยกับลูกวัยรุ่น หากจู่ ๆ จะชวนลูกคุย ก็คงดูแปลก ๆ และทำได้ค่อนข้างยาก…แต่เพราะลูกคือสิ่งที่มีค่าสูงสุด และการได้พูดคุยกันก็เป็นพื้นฐานของการสร้างและสานความรักและความเข้าใจระหว่างพ่อแม่ผู้ปกครองและลูก ดังนั้น แม้การชวนลูกวัยรุ่นคุยจะทำได้ยากเย็นแค่ไหน ก็คุ้มค่าที่เราทุกคนต้องพยายาม
เทคนิคการคุยกับลูกวัยรุ่น
- สร้างความเคยชิน
เพื่อให้ลูกเกิดความเคยชินที่จะคุยกับเรา เราต้องเป็นคนเริ่มต้นพูดคุยกับลูกให้ได้ทุกวัน ๆ ละ 15 นาทีเป็นอย่างน้อย โดยต้องเลือกหัวข้อการพูดคุยให้ถูกต้องและเหมาะสมกับความสนใจของลูก เพื่อไม่ให้ลูกผละจากไปทันที
- เรื่องที่จะคุย
ในระยะแรก ๆ ของการชวนลูกวัยรุ่นคุย เราต้องเน้นการชวนคุยในเรื่องที่ลูกไม่ต้องระวังตัว เช่น เรื่องทั่ว ๆ ไปที่ไม่เฉพาะเจาะจง เรื่องที่ไม่ลงลึก เรื่องที่อยู่ในกระแสแต่ไม่จำเป็นต้องมีสาระจริงจัง คุยเรื่องไกลตัว เรื่องการเดินทาง ซีรีย์ที่ลูกชอบดู หนังสือที่ลูกชอบอ่าน เกมส์และกีฬาที่ลูกชอบเล่น หรืออาหารที่ลูกชอบทำ จากนั้น เมื่อลูกเริ่มรู้สึกสบายใจและเคยชินเวลาที่คุยกับเรา ลูกจะค่อย ๆ หลุดไหลพูดคุยกับเราถึงเรื่องอื่น ๆ ที่เจาะลึก เฉพาะเจาะจง และเกี่ยวข้องกับชีวิตของลูกมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับตัวให้เข้ากับเพื่อน อัตลักษณ์และตัวตนของลูก ข้อสงสัยเรื่องความรักและความรู้สึก หรือแม้แต่เรื่องที่ลูกหนักใจและมีปัญหาในการใช้ชีวิตประจำวัน
- สร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ
ในการพูดคุยกับลูก เราจะไม่เน้นการสอน ไม่พูดตัดบท ไม่พูดปลอบใจในทันที แต่จะเน้นการจับความรู้สึกว่าลูกรู้สึกอย่างไรในสถานการณ์ต่าง ๆ และลูกกำลังเผชิญกับสถานการณ์ปัญหาอะไร แล้วตอบรับให้ลูกรับรู้ให้ได้ว่าเราเข้าใจทั้งความรู้สึกและสถานการณ์ที่ลูกกำลังเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือใหญ่ก็ตามที
ตามที่เกริ่นไปแล้วว่า ในขณะที่คุยกับลูก เราต้องให้ความสำคัญกับความรู้สึกของลูกและหาวิธีนำทางให้ลูกรู้จักสะท้อนและจัดการความรู้สึกของตนเองให้ได้เสียก่อน จากนั้นจึงค่อยพูดให้ข้อคิดหรือแนวทางที่จะช่วยให้ลูกเข้าใจประเด็นว่าลูกจะสามารถจัดการกับเหตุการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างไร ส่วนการสอนลูก เราค่อยสอนหลังจากลูกเปิดใจรับฟังข้อคิดเห็นต่าง ๆ ของเราได้อย่างสงบ ทั้งนี้เพื่อลูกไม่เกิดความรู้สึกต่อต้านความเห็นของพ่อแม่ในแบบที่ลูกวัยรุ่นทั่วไปมักจะทำ
การที่เราใส่ใจ รับฟัง ทำความเข้าใจ สนใจ และเห็นความสำคัญในสิ่งที่ลูกกำลังพูดให้เราฟัง ตลอดจนการแสดงออกให้ลูกรับรู้ว่าเรายินดีที่ได้รับฟัง ยินดีที่จะช่วยสนับสนุน อยู่ข้างๆ เพื่อช่วยให้ข้อคิดเห็น หรือคำแนะนำที่ช่วยนำทางลูกได้ จะทำให้ลูกเคยชินและไว้ใจที่จะพูดคุยกับเรามากยิ่ง ๆ ขึ้น และลูกจะเปิดใจ แบ่งปันความรู้สึก และอยากเล่าเรื่องราวทุกข์สุขให้เราฟังด้วยความสบายใจ ดังนั้น ในยามที่ลูกมีปัญหา พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะกลายเป็นคนแรก ๆ ที่ลูกกล้าพูดเพื่อขอความช่วยเหลือ
…เพราะลูกคือสิ่งที่มีค่าสูงสุด ดังนั้น การชวนลูกวัยรุ่นคุย แม้อาจดูยาก แต่คุ้มค่าและเราต้องพยายามทำ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
เชื่อหรือไม่ว่าถ้าเราแทรกการวางเงื่อนไขก่อนการเล่นของลูก ๆ ให้ถูกจังหวะ การแทรกการวางเงื่อนไขนั้น จะนำสู่การกระตุ้นทักษะและสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูกออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าได้จริง!
เงื่อนไขที่แทรก สร้างการกระตุ้นพัฒนาการ
กระตุ้นการสบตา
กระตุ้นการออกเสียงและการพูด
กระตุ้นการสานต่อแบบสองทาง
กระตุ้นการเลี่ยนแบบท่าทาง
ฝึกการรอคอย
เวลาลูกต้องการเล่นอะไร ก่อนที่เราจะให้ลูกเล่นของเล่นชิ้นนั้นด้วยตนเองเองอย่างอิสระ เราควรทำอย่างไรจึงจะแทรกการวางเงื่อนไขได้?
– ลูกสานต่อและสบตากับพ่อแม่ก่อน เช่น พ่อแม่เก็บส่วนประกอบบางชิ้นของของเล่นไว้เอง จากนั้น ยกของชิ้นนั้นระดับสายตา กระตุ้นให้ลูกสานต่อด้วยการสบตา เมื่อลูกสบตา ค่อยส่งของชิ้นนั้นให้ลูก
– ลูกออกเสียง พูดตาม หรือพูดชื่อสิ่งต่าง ๆ ให้ได้ก่อน จึงจะได้เล่น เช่น เราทำท่าจะยื่นของเล่นบางชิ้นให้ลูกแต่ยังไม่ให้ เพื่อเราสามารถแทรกการกระตุ้นให้ลูกพยายามออกเสียงพูดหรือพูดก่อน
– ลูกเลียนแบบท่าทางง่าย ๆ ตามเราให้ได้ก่อน เช่น ตบมือ ไชโย ตบโต๊ะ หมุนมือ ชี้อวัยวะ
การวางเงื่อนไขก่อนให้ลูกได้เล่น อาจดูใจร้ายไปสักนิด แต่ทำแล้วจะส่งผลดีต่อพัฒนาการของลูก ๆ
ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการเด็ก “บ้านอุ่นรัก” จึงอยากจะให้พ่อแม่ผู้ปกครองลองฝืนใจทำ ทำได้ไม่ยาก ลองทำ (เพื่อลูก) กันดูนะคะ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
แนวทางการรับมือลูกหงุดหงิด อาละวาด
- ตั้งสติ ไม่ตกใจ ไม่รน
- มีทัศนคติเชิงบวก
- พูดสั้น พูดให้เห็นภาพ พูดเชิงบวก
- เลี่ยงคำพูดกระตุ้นอารมณ์
- คาดการณ์ล่วงหน้า ไวต่อการตอบสนอง
- หยุดการสูญเสีย เก็บสิ่งอันตราย
- ถ้าพฤติกรรมรุนแรง มีระยะห่างไม่ให้เข้าถึงตัว
- เริ่มปรับทีละขั้นตามระดับความรุนแรง
- เบี่ยงเบน: ใช้การสร้างความสนุกเข้ามาแทนที่
- ใช้กิจกรรมที่สนใจ
- ชวนลูกเปลี่ยนอิริยาบถ
- เพิกเฉย: นิ่ง ไม่พูด ไม่มอง ไม่ให้ความสนใจ
- กลับไปให้ความสนใจลูก เมื่อลูกมีพฤติกรรมเหมาะสม
- Time In: อยู่ข้าง ๆ ลูกแบบเงียบ ๆ อย่างเมตตา
- Time Out: แยกออกไปเพื่อสงบ (แยกผู้ใหญ่ออก | แยกเด็ก | งดกิจกรรม)
- เปลี่ยนความโกรธด้วยการทำให้ลูกหันมารับรู้ความรู้สึกทางร่างกาย
- หลังลูกสงบ ค่อยสอนลูกเรื่องวิธีจัดการกับปัญหา
- สอนให้รู้อารมณ์
- พูดแสดงความเข้าใจ
- พูดกระชับ ๆ เกี่ยวกับความจริง (เหตุการณ์ ) และความรู้สึกของลูก
- สอนให้ลูกรู้วิธีรับมือว่า “หากมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก ในครั้งต่อไป ลูกควรจะทำอย่างไรดี”
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
เทคนิคการสอนลูกจัดการกับปัญหาเฉพาะหน้าในสถานการณ์ฉุกเฉิน
- สอนอย่างเป็นขั้นตอน
- ซักซ้อมด้วยการสร้างบทบาทสมมุติ ใช้นิทานในการสอน หรือจำลองสถานการณ์ซ้ำ ๆ ให้เป็นแบบฝึกหัด ที่ลูกได้ลองฝึกซ้อมซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้ง เพื่อลูกได้มีประสบการณ์ตรงบ่อย ๆ จนลูกสามารถแก้ไขปัญหาได้เร็วและทำได้ดียิ่ง ๆ ขึ้น
- ชวนลูกสรุปทวนความ เพื่อตรวจสอบการรับรู้ การฟัง การทำความเข้าใจของลูก ว่าเมื่อลูกถูกเพื่อนแกล้ง ลูกถูกน้องแย่งของ หรือลูกเผชิญกับปัญหาเฉพาะหน้าที่อาจเกิดขึ้นได้ในการดำรงชีวิต ลูกเข้าใจวิธีแก้ปัญหาที่ได้เรียนรู้และซักซ้อมมาชัดเจนมากน้อยขนาดไหน ยังมีจุดใดที่ต้องสอนและให้ลูกได้ซักซ้อม ทวนความเพิ่มเติมอีกบ้าง
ในส่วนของลูก เมื่อได้เรียนรู้ ซักซ้อม และทวนความ พ่อแม่ผู้ปกครองก็จะพอดูออกว่าลูกจะแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้เองหรือไม่ จากนั้น จะได้สอนและฝึกลูกเพิ่มเติมให้ตรงตามกรณีของลูกแต่ละคนต่อไป
ลูกที่พอจะแก้ไขปัญหาได้เอง
- สอนวิธีที่ลูกควรใช้ในการพาตัวเองออกจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหา
- สอนวิธีที่ลูกควรใช้ในการหยุดความโกรธและความรุนแรง
- สอนคำพูดและท่าทางที่ลูกควรใช้ในการแสดงออกเพื่อแก้ไขสถานการณ์และขอความช่วยเหลือ
ลูกที่แก้ไขปัญหาเองไม่ได้
- สอนวิธีที่ลูกควรใช้เพื่อขอความช่วยเหลือและแก้ไขสถานการณ์ ไม่ว่าจะด้วยคำพูดหรือท่าทาง
- สอนให้ลูกรู้ว่าลูกควรไปขอความช่วยเหลือจากใคร ไปหาใคร คนที่ 1 2 3 ตามลำดับ
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
“การกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกออทิสติกด้วยตนเองที่บ้าน” เป็นเรื่องที่คนที่บ้านทุกบ้านทำได้ แม้ทำไม่ง่ายนัก แต่ก็ไม่ยากจนเกินกำลัง ส่วนจะทำได้ง่ายหรือยากแค่ไหนอย่างไร ขึ้นอยู่กับปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญ 2 ประการ คือ
- ระดับของอาการของลูก
- ความร่วมมือตลอดจนลีลาของสมาชิกแต่ละคนในบ้านในการนำทาง ฝึกทักษะ และกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก
สำหรับระดับอาการของภาวะออทิซึมก็เหมือนกับโรคภัยไข้เจ็บกลุ่มอื่น ๆ คือ มีกลุ่มอาการ 3 ระดับ จากอาการน้อย (Mild) อาการปานกลาง (Moderate) จนกระทั่งถึงอาการรุนแรง (Severe) ทั้งนี้ ระดับอาการรุนแรงแม้จะพบได้น้อย แต่ก็มีความซับซ้อนเพราะลูกมักจะมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการไม่สมดุลอย่างมากของการประมวลผลและการจัดการระบบการรับรู้และการรับสัมผัส (Sensory Integration) เป็นต้น
ประเด็นการวินิจฉัยอาการและระดับอาการของลูก แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กจะเป็นแพทย์ผู้วินิจฉัยและประเมินอาการ เมื่อแพทย์วินิจฉัยอาการและระดับของอาการแล้ว แพทย์จะให้คำปรึกษาแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเรื่องแนวทางการบำบัดรักษา ตลอดจนให้คำแนะนำเรื่องการพาลูกไปฝึกทักษะหรือไปกระตุ้นพัฒนาการกับทีมบำบัดมืออาชีพควบคู่กันไปตามความจำเป็นและเหมาะสมของแต่ละกรณี
จากการที่พ่อแม่ผู้ปกครองพาลูกไปพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอาการ ลูกจะได้รับโอกาสในการบำบัดรักษาอย่างถูกวิธี ส่วนพ่อแม่ผู้ปกครองก็จะมีทั้งแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพเป็นหน่วยสนับสนุนข้อมูลและให้แนวทางในการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกที่บ้านในขณะเดียวกันด้วย
ภาพรวมของประเด็นที่พ่อแม่ผู้ปกครองควรขอคำแนะนำจากทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพก่อนลงมือกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่บ้าน ไม่ว่าอาการของลูกจะอยู่ในระดับใด มีดังนี้ คือ
- คนที่บ้านควรกระตุ้นพัฒนาการด้านใดให้ลูกคู่ขนานไปกับทีมงานมืออาชีพ เช่น กระตุ้นทักษะด้านการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร ทักษะทางสังคม การควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกซึ่งพฤติกรรมที่เหมาะสม เป็นต้น
- คนที่บ้านไม่ควรทำสิ่งใด เพราะอะไร เช่น เรื่องที่ทำแล้วยิ่งไปย้ำให้อาการของลูกซึมลึกมากขึ้น หรือทำแล้วเท่ากับผลักให้ลูกชอบอยู่ในโลกส่วนตัวมากยิ่ง ๆ ขึ้น เป็นต้น
- คนที่บ้านควรมีขั้นตอนการฝึกลูกที่บ้าน หรือใช้เทคนิคใดเป็นตัวช่วยในการลงมือทำ เช่น เทคนิคการย่อยงาน (Task Analysis) หรือการใช้ภาพเพื่อสอนและสื่อสารกับลูก (PECS หรือ Picture Exchange Communication System) เป็นต้น
- คนที่บ้านต้องเตรียมรับมือความยากง่ายในการนำทางลูกอย่างไร มีอุปสรรคปัญหาใดที่ควรรู้ และจะใช้แนวทางใดเพื่อแก้ปัญหาเหล่านั้น
- ระดับอาการของลูกน่าจะส่งผลให้ลูกร่วมมือต่อการฝึกในระดับไหน คนที่บ้านจะจูงใจให้ลูกร่วมมือมากขึ้นได้อย่างไร
- ผลลัพธ์หรือความสำเร็จที่คาดว่าจะได้รับในแต่ละขั้นคืออะไร และพ่อแม่ผู้ปกครองตลอดจนคนที่บ้านจะต่อยอดเป็นความสำเร็จเพิ่มเติมได้อย่างไร
- คนที่บ้านต้องใช้ระยะเวลาในการนำทางและกระตุ้นพัฒนาการยาวนานแค่ไหนจึงจะเห็นผลในแต่ละขั้นตอน
สำหรับการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกออทิสติกที่บ้านไม่ว่าจะง่ายหรือยาก ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ขอสนับสนุนให้คนที่บ้านต้องเข้ามามีส่วนร่วมภายใต้คำแนะนำของทีมแพทย์หรือทีมบำบัดมืออาชีพ ทั้งนี้เพราะอาการออทิสติกของลูกจะบรรเทาเบาบางลงได้ ก็ต่อเมื่อ
- ลูกได้รับการกระตุ้นพัฒนาการและฝึกทักษะรอบด้านอย่างต่อเนื่อง ยาวนานมากพอ ทำอย่างเหมาะสม ทำถูกวิธี ต้องมีการแทรกบทฝึกทักษะและการกระตุ้นพัฒนาการในชีวิตประจำวันของลูกตามวิถีชีวิตจริงบ่อย ๆ ในระหว่างวัน เช่น ฝึกลูกทำกิจวัตรต่าง ๆ ฝึกลูกมีส่วนรับผิดชอบตนเองตามวัยตามวีถีชีวิตประจำวันจริง ฝีกกล้ามเนื้อมัดใหญ่ การวางแผนการเคลื่อนไหว การสานสัมพันธ์กับบุคคลใกล้ชิด กระตุ้นการเลียนแบบ ขยายคำศัพท์ในชีวิตประจำวัน ฝึกการฟัง-เข้าใจ และการทานอาหารให้ถูกหลักโภชนาการ เป็นต้น
- ต้องมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของลูก (โดยเฉพาะลูกออทิสติกและลูกสมาธิสั้น) เพื่อให้ลูกสามารถดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขและไม่ขัดขวางการเรียนรู้ใหม่ ๆ ในอนาคต ทั้งนี้ พฤติกรรมมีผลต่อการดำรงชีวิตของลูกเป็นอย่างยิ่ง ส่วนตัวอย่างของพฤติกรรมที่ต้องปรับเปลี่ยน เช่น พฤติกรรมยึดติด ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มีรูปแบบการดำรงชีวิตที่มีลักษณะเฉพาะของตัวเอง พฤติกรรมซ้ำ ๆ ที่ลูกชอบทำอันเกิดจากระบบการประมวลผลและการจัดการระบบการรับรู้และการรับสัมผัสที่ไม่สมดุล เป็นต้น
ด้วยหลาย ๆ ปัจจัย เช่น เวลา เศรษฐกิจ ความรักความเข้าใจ “ทีมครอบครัว” จึงเป็นทีมยืนหนึ่งเรื่องการใช้เวลาอยู่ร่วมกับลูกอย่างยาวนานมากพอที่จะสอนลูกในเรื่องต่าง ๆ ตามวิถีชีวิตจริง ได้ฝึกลูกบ่อย ๆ ในระหว่างวันโดยไม่ต้องทุ่มทุนจนเกินกำลัง ได้ฝึกลูกต่อเนื่องตามวัยในขณะที่ลูกเจริญเติบโต นอกจากนี้ ทีมครอบครัวรู้จักลูกดีกว่าใคร จึงรู้ดีว่าลูกต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใดบ้างจึงจะช่วยให้ลูกสามารถใช้ชีวิตร่วมกับบุคคลอื่นได้อย่างปกติสุขในสังคมต่อไป
ไม่ว่าการกระตุ้นพัฒนาการให้ลูกด้วยตนเองที่บ้านจะยากหรือง่ายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องทำ ขอเพียงพ่อแม่ผู้ปกครองและสมาชิกในบ้านมีกรอบแนวคิดและข้อเท็จจริงเบื้องต้นที่ถูกต้องทั้งเรื่อง “ระดับอาการของลูก” ตลอดจนได้รับ “คำแนะนำเรื่องการกระตุ้นพัฒนาการที่บ้านให้ลูกด้วยตนเองจากทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพ” ก่อนการลงมือกระตุ้นพัฒนาการให้กับลูก ๆ ที่บ้าน คนที่บ้านก็จะสามารถช่วยสร้างเสริมพัฒนาการให้กับลูกได้โดยไม่ยากจนเกินกำลัง เมื่อคนที่บ้านทำหน้าที่นี้ได้อย่างมีทิศทางและยั่งยืน ผลลัพธ์ทางบวกก็คือพัฒนาการดี ๆ ที่จะคงอยู่คู่กับลูกตลอดชีวิตได้ต่อไป
ลงมือทำที่บ้าน
ยิ่งทำ เรื่องที่เคยว่ายาก ก็จะค่อย ๆ คลาย กลายเป็นง่ายขึ้น
ที่สำคัญ ยิ่งทำ ลีลาการนำทางลูก จะยิ่งเฉียบคม ลูกจึงได้เรียน ได้ฝึก และได้สนุกกับการใช้เวลาอย่างมีคุณค่าร่วมกับคนในครอบครัว
ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” พร้อมอยู่เป็นเพื่อนคู่คิดเรื่องการสร้างทีมครอบครัว
เรามาช่วยกันเพื่อทำสิ่งนี้ให้เป็นจริง