จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 2) | บ้านอุ่นรัก

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 2) | บ้านอุ่นรัก

ตอน: เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซน อยู่ไม่สุข

การช่วยให้อาการ “ซนอยู่ไม่สุข” ของลูกลดน้อยลงไปได้นั้น คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองจำเป็นต้องตระหนักถึงความสำคัญใน “การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ” ดังที่ “บ้านอุ่นรัก” ได้เกริ่นไปแล้วในตอนก่อนหน้านี้ คือ (1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข (2) จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น (3) เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก (4) ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว และ (5) แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ

สำหรับตอนนี้ เรามาเริ่มต้นกันที่การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประการแรก คือ “เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข” หรืออีกนัยหนึ่งก็คือเราต้องมีการจัดการทางกายภาพให้กับลูก ๆ ซึ่งวิธีการจัดการที่ว่านี้ “บ้านอุ่นรัก” ได้ใช้จริงในการปรับพฤติกรรมของลูกศิษย์ และพบว่าใช้ได้ผลชัดเจนในระยะยาว

(1) เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซนอยู่ไม่สุข

เป็นการจัดการทางกายภาพ 4 รูปแบบ คือ

1.1: การออกกำลังกายอย่างมีทิศทางเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้

สำหรับลูกที่มีพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุข เราอาจเข้าใจผิดว่าลูกที่ซนอยู่ไม่สุขและเคลื่อนไหวไป ๆ มา ๆ ทั้งวันนั้นคือได้ออกกำลังกายเยอะแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือลูกที่ซนอยู่ไม่สุขและเคลื่อนไหวทั้งวันยังคงซนมากอยู่ แสดงว่าลูกยังมีพลังงานเหลือใช้อยู่อีกมาก และเราต้องหาทางจัดการพลังงานเหลือใช้เหล่านั้นด้วยการหากิจกรรมต่าง ๆ ให้ลูกทำ

กิจกรรมการออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้ที่จะให้ลูกทำ ต้องเน้นการเคลื่อนไหวอย่างที่มีทิศทางและได้ออกกำลังกายเพื่อเผาผลาญพลังงานไปพร้อม ๆ กัน ทั้งนี้ เราควรทำกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านั้นไปกับลูก เพื่อได้จับตาดูและคอยเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง โดยไม่ปล่อยให้ลูกเคลื่อนไหวในลักษณะที่เตลิดไปทางโน้นทีทางนี้ที ทั้งนี้ เราควรจัดตารางเวลาการออกกำลังกายอย่างมีทิศทางให้กับลูกให้ได้อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ 15 ถึง 30 นาทีในเด็กเล็ก หรืออาจถึง1ชั่วโมงในเด็กโต

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่น เดินเล่นระยะไกลพอควร วิ่งไล่เตะลูกบอล วิ่งในลู่อย่างมีทิศทาง วิ่งไปพร้อมกับพ่อแม่ (ไม่ปล่อยลูกวิ่งเตลิดไร้รูปแบบ) ปั่นจักรยานไปด้วยกัน ฝึกว่ายน้ำ

1.2: การจัดกิจกรรมเคลื่อนไหวที่เพิ่มการระมัดระวังตัวและได้ฝึกการคุมตนเองในขณะที่เคลื่อนไหวผ่านสิ่งกีดขวางต่าง ๆ

ตัวอย่างกิจกรรมที่ทำได้ง่าย ๆ เช่น พาลูกไปสนามเด็กเล่นเพื่อเล่นเครื่องเล่นสนาม โดยไม่ปล่อยให้ลูกใช้สนามเด็กเล่นเป็นที่วิ่งเล่นวิ่งวนไปมา แต่เราจะพาลูกสำรวจเครื่องเล่นอย่างมีรูปแบบมากขึ้น เช่น ได้ปีนป่ายตาข่าย ได้มุดลอด ได้ขึ้นลงกระดานลื่นอย่างถูกทิศทาง ไม่ปีนขึ้นแบบย้อนศร เล่นเดินบนสะพานทรงตัวโดยเดินขนานด้านข้างให้ลูกเดินได้จนสุดทางโดยไม่วิ่งลงระหว่างทาง ทั้งนี้ เราจะกำหนดในใจให้ลูกได้สำรวจเครื่องเล่นต่าง ๆ จุดละ 5-10 รอบ

หากอยู่ที่บ้าน เราอาจสร้างด่านเล่นสนุกด้วยกัน เช่น จัดเรียงกล่องรองเท้าวางเป็นระยะแล้วชวนลูกเล่นเดินข้ามสิ่งกีดขวาง ชวนลูกก้าวเดินบนเก้าอี้ที่วางเรียงต่อกัน เล่นเดินบนเชือกที่วางบนพื้นเพื่อฝึกลูกคุมตนเองให้เดินเกาะตามเส้นจนสุดเชือก และการกระโดดไปตามเส้นกะระยะที่เราติดไว้บนพื้น เป็นต้น

การชวนลูกทำกิจกรรมเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางเป็นแบบฝึกหัดที่ดีที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์ให้ลูกรับรู้ถึงความระมัดระวังในการเคลื่อนไหว และได้ฝึกการควบคุมตนเอง เมื่อลูกได้ทำบ่อย ๆ ก็จะเรียนรู้การควบคุมตนเองและทำได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ

ด่านฝึกกิจกรรมเคลื่อนไหวข้ามสิ่งกีดขวางแบบง่าย ๆ และสนุกสนานดังตัวอย่างข้างต้น ไม่ว่าจะเป็นที่สนามเด็กเล่นหรือที่บ้าน อันที่จริงนั้นก็คือแนวคิดและแบบฝึกแบบเดียวกันกับที่คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองกำลังควักเงินในกระเป๋าไปจ่ายเพื่อซื้อบริการจากครูฝึกนอกบ้านนั่นเอง ซึ่งหากทำเองที่บ้าน ก็จะเป็นการใช้เวลาคุณภาพไปกับลูก การช่วยกระตุ้นพัฒนาการและปรับพฤติกรรมให้ลูก และการลดอาการซนอยู่ไม่สุขของลูก แบบเปี่ยมรัก ประหยัด Low Cost ไม่ต้องเสียเวลาเดินทาง ไม่ต้องรอคิวเข้ารับบริการ และไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายที่มากมายเกินความจำเป็น

3: การจัดสมดุลการเคลื่อนไหวระหว่างวัน

เราไม่ควรปล่อยให้ลูกวิ่ง ปีนป่าย รื้อค้นอย่างไม่มีความหมาย หรือเคลื่อนไหวมาก ๆ นาน ๆ โดยไม่หยุดพัก เพราะยิ่งปล่อยนาน ลูกยิ่งเตลิด ดังนั้น ควรสลับโทนให้ลูกได้มีช่วงเวลาพักอย่างสงบนิ่งด้วย ทั้งนี้ เราไม่ควรปล่อยให้ลูกวิ่งเตลิดนานเกิน 15-20 นาที

ตัวอย่างการจัดสมดุลและสลับโทนให้ลูกที่เคลื่อนไหวมากพอสมควรแล้วได้หยุดพัก เช่น ชวนลูกนั่งร้องเพลงเบา ๆ ชวนลูกนั่งพักและนวดให้ผ่อนคลาย ชวนลูกมานั่งและทำกิจกรรมลงมือทำง่าย ๆ และควรสลับโทนการเคลื่อนไหว-การหยุดพักสงบเช่นนี้บ่อย ๆ ในระหว่างวัน เพื่อให้เกิดสมดุล

4:  การแทรกการเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีจังหวะจะโคนในชีวิตประจำวัน

ตามที่ได้กล่าวไปแล้วข้างต้นว่าเราควรร่วมอยู่ ร่วมทำกิจกรรมต่าง ๆ ไปกับลูก ทั้งนี้ เพราะเรามีจุดประสงค์ที่จะจับตาดูและคอยเตือนให้ลูกเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทาง มีจังหวะจะโคน โดยไม่ปล่อยให้ลูกเคลื่อนไหวในลักษณะที่เตลิดไปทางโน้นทีทางนี้ที

ตัวอย่างการเติอนลูก เช่น เตือนให้ตามองมือ ตามองเท้าขณะเคลื่อนไหว บอกให้เดินมาหาเราแทนการวิ่ง เตือนให้มองทางขณะขึ้น-ลงบันได และเตือนให้ทำกิจวัตรต่าง ๆ ช้า ๆ อย่างประณีตและมีจังหวะจะโคนมากขึ้น เป็นต้น และเมื่อลูกทำได้หรือแม้แต่พยายามทำแล้วแต่ยังไม่ได่ผลเต็มร้อย ก็อย่าลืมกล่าวชมในความสำเร็จหรือความพยายามทำของลูกด้วยความจริงใจ ลูกจะได้มีกำลังใจ เกิดความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเอง และภาคภูมิใจในความพยายามของตนเอง

อันที่จริง การเคลื่อนไหวและการออกกำลังกายอย่างมีทิศทางเพื่อเผาผลาญพลังงานเหลือใช้ เพิ่มการระมัดระวังตัว และฝึกการคุมตนเอง ยังมีอีกมากมายหลายรูปแบบ แต่ตัวอย่างข้างต้นที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ยกมากล่าวโดยสังเขปนั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ยุ่งยาก ไม่สลับซับซ้อนจนเกินไป ปรับใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันของลูก มีแทรกอยู่แล้วในวิถีชีวิตจริงของลูก เราใช้จริง ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” จนลดอาการซนอยู่ไม่สุขของลูกได้ และยังช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อบริการนอกบ้านได้เป็นอย่างดี

ในตอนหน้า เราจะมาปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่เพิ่มเติมกันอีก และจะมาจับ (ลูก) ปรับความซนอยู่ไม่สุขกันต่อ โปรดติดตามอ่านนะคะ

เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

จับปรับ พฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” (ตอนที่ 1) | บ้านอุ่นรัก

ตอนที่ 1: ปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ที่บ้าน 5 ประการ

จากบทความ “Checklist Kids ซนอยู่ไม่สุข” ที่ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้ลงไปก่อนหน้านี้ เราหวังว่าคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองคงทราบแนวทางคร่าว ๆ ในการสังเกตพฤติกรรมประจำวันของลูก ที่เราขอเน้นย้ำกันอีกสักครั้งว่าท่านควรต้องเฝ้าสังเกตพฤติกรรมของลูก ๆ กันสักระยะหนึ่ง ในหลาย ๆ มิติ ตลอดจนมีการจดบันทึกและนำข้อมูลที่ได้จากการบันทึกไปใช้ในการพบและปรึกษาแพทย์ในลำดับถัดไป

มาถึงตอนนี้ หากคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองได้พาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก และแพทย์วินิจฉัยว่าพฤติกรรมของลูกเข้าข่ายเด็กซนอยู่ไม่สุข แพทย์ก็จะให้แนวทางการบำบัดรักษาและการปรับพฤติกรรม ซึ่งคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ก็ควรที่จะทำตามคำแนะนำที่แพทย์ได้วางไว้ให้ ตลอดจนควรขอความร่วมมือจากสมาชิกทุก ๆ คนใมบ้านให้ร่วมกันทำตามคำแนะนำนั้น ๆ พร้อม ๆ กันไปด้วย

นอกจากการทำตามคำแนะนำของแพทย์แล้ว ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” อยากให้กำลังใจแก่คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครองว่าในฐานะของแม่และพ่อ ท่านเองก็สามารถเข้าเป็นแนวร่วมและเป็นทีมบำบัดคู่ขนานประจำบ้าน เพื่อช่วยทีมแพทย์และทีมบำบัดมืออาชีพในการปรับพฤติกรรม “ซนอยู่ไม่สุข” ของลูก ๆ ที่บ้านได้อีกทางหนึ่ง

การปรับพฤติกรรมซนอยู่ไม่สุขของลูกในขณะที่ลูกอยู่บ้าน ต้องอาศัย “การปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่ 5 ประการ” คือ

1: เพิ่มการเคลื่อนไหวอย่างมีทิศทางและการออกกำลังกายที่ช่วยลดอาการซน อยู่ไม่สุข

2: จัดสภาพแวดล้อมในบ้านให้มีระเบียบมากขึ้น

3: เริ่มสร้างกฎกติกาบางอย่างตามวัยของลูก

4: ลดอาหารที่มีส่วนกระตุ้นระดับการตื่นตัว

5: แทรกกิจกรรมฝึกคงสมาธิ

ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมและตัวอย่างการปรับวิถีชีวิตความเป็นอยู่แต่ละประการนั้น “บ้านอุ่นรัก” จะหยิบยกมาให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ได้ทราบในตอนต่อ ๆ ไป เพื่อให้เห็นภาพวิธีการปรับพฤติกรรม การจัดกิจกรรม หรือการจัดกิจวัตรประจำวันของเด็ก ๆ แบบง่าย ๆ ไม่ยุ่งยาก ไม่สลับซับซ้อน และท่านสามารถนำไปปรับใช้และทำได้เองที่บ้าน ซึ่งอันที่จริงก็เป็นกิจกรรมธรรมดา ๆ ที่แฝงอยู่ในวิถีชีวิตประจำวันของลูก ที่เราเอามาปรับใช้ในการลดความซนอยู่ไม่สุขของลูก ๆ นั่นเอง

“บ้านอุ่นรัก” รับรองว่าตัวอย่างที่เราจะหยิบยกมาให้ท่านทราบในตอนต่อ ๆ ไป จะเป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ปรับใช้ได้จริงที่บ้าน และที่สำคัญคือเรานำตัวอย่างเหล่านั้นมาจากแนวทางการปรับพฤติกรรมเด็ก “ซนอยู่ไม่สุข” ที่เราใช้จริงในการสอนเด็ก ๆ ที่ “บ้านอุ่นรัก” และเราใช้ได้ผลมาแล้วค่ะ

โปรดติดตามอ่านกันนะคะ

เครดิตภาพ: Wayne Lee-Singh | Unsplash

Checklist Kids ซนอยู่ไม่สุข | บ้านอุ่นรัก

Checklist Kids ซนอยู่ไม่สุข | บ้านอุ่นรัก

สำหรับบางบ้านที่มีลูกซนมาก ๆ ชนิดที่ว่าควบคุมได้ยาก อยู่ไม่สุข วิ่งเตลิด หรือปีนป่ายเก่งจนเข้าข่ายที่ต้องวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง อาจรู้สึกสงสัยลึก ๆ อยู่ในใจว่าพฤติกรรมเหล่านี้ของลูก เข้าข่ายความซนอยู่ไม่สุขใช่หรือไม่?

การจะชี้ให้ชัดว่าลูกเป็นเด็กที่ซนในระดับซนอยู่ไม่สุขหรือไม่นั้น ยังไม่มีข้อบ่งชี้อย่างเป็นทางการ แต่หากสังเกตและติดตามดูพฤติกรรมประจำวันของลูกในหลาย ๆ มิติประกอบกันสักระยะหนึ่ง เราก็พอที่จะมองเห็นร่องรอยว่าซนขนาดนี้อาจมีปัญหา ตลอดจนรู้คร่าว ๆ ได้ว่าลูกซนเกินระดับปกติแล้วจริง ๆ ทั้งนี้ หากพบและกังวลใจว่าลูกน่าจะซุกซนในระดับที่ผิดปกติ ก็ควรพาลูกไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กหรือจิตแพทย์เด็กเพื่อแพทย์วินิจฉัยอาการและหาทางบำบัดรักษากันต่อไปค่ะ

เพื่อให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง มีข้อสังเกตพฤติกรรมของลูกในเบื้องต้น ศูนย์กระตุ้นพัฒนาการ “บ้านอุ่นรัก” ได้นำ “Checklist Kids ซนอยู่ไม่สุข” มาฝาก ลองเช็คนะคะว่า “มิติ” ใดของพฤติกรรมประจำวันของลูก สามารถบ่งบอกได้ว่าลูกน่าจะซนอยู่ไม่สุขค่ะ

มิติที่ 1: เช็คระดับการเคลื่อนไหว

  • ในกิจวัตรทั่วไป จะลงมือทำแบบรนรีบ ไม่มีจังหวะจะโคน
  • ในการทำกิจกรรมและการเคลื่อนไหว ตาอาจไม่มองตามทิศทางการเคลื่อนไหวของมือ-เท้า ที่กำลังทำกิจวัตรนั้น ๆ เช่น ระบายสีโดยไม่มองโฟกัสตามจังหวะมือที่กำลังระบายภาพสี เดินหรือวิ่งโดยไม่ได้มองไปยังทิศทางเดียวกับที่กำลังเคลื่อนไหว
  • เคลื่อนไหวแบบอัตโนมัติ ไม่มีทิศทาง ขาดความระมัดระวัง เช่น วิ่งลงบันไดรวดเดียวโดยไม่ดูทาง ปีนป่ายโดยไม่ระมัดระวังตัว เดินเตะสิ่งที่ขวางทางอยู่โดยไม่หลบหลีก

มิติที่ 2: เช็คกระบวนการทำสิ่งต่าง ๆ

  • ทำกิจวัตรประจำวันไม่จบกระบวนการ มักละทิ้งความสนใจกลางคัน เช่น ถือรองเท้าจะไปเก็บ แต่เผลอปล่อยทิ้งกลางทาง
  • ทำงานง่าย ๆ ที่ควรทำตามวัยได้ แต่ทำไม่เสร็จ
  • คุยกับพ่อแม่ยังไม่จบก็ละความสนใจเสียกลางคัน
  • ขี้ลืม ทำของหายบ่อย ๆ

มิติที่ 3: เช็คการคุมตน

เช็คว่าลูกสามารถคุมตนเองได้หรือไม่ ในแต่ละสถานที่และสถานการณ์ โดยเทียบเคียงกับการคุมตนที่เด็กในวัยเดียวกันทำได้ เช่น

  • เด็กในวัยเดียว แม้จะเป็นเด็กซน แต่คุมตนได้:
    • เด็กรู้ตัว คอยมองผู้คนรอบตัว และดูท่าทีของผู้ใหญ่ที่มีต่อพฤติกรรมของตนเองได้ในระดับหนึ่ง
    • เมื่อถูกทัก ถูกเตือน ก็จะมีการหยุดชะงัก รอดูท่าที แล้วค่อยซนต่อ
    • เมื่อได้รับการชี้แนะบ่อย ๆ ในที่สุดเด็กจะค่อย ๆ เรียนรู้ที่จะควบคุมตนเองได้ดีขึ้นเรื่อย ๆ
  • เด็กซนอยู่ไม่สุข
    • มักไม่หยุดฟัง ไม่พยายามควบคุมตนเอง หรือพยายามแล้ว แต่ยังอดใจไม่ไหว
    • มีพฤติกรรมที่ควบคุมไม่ได้เกินกว่าระดับปกติ และพฤติกรรมนั้นทั้งไม่เหมาะสมกับสถานการณ์และไม่สมวัย เช่น ปีนป่ายย้อนศรคนอื่นบนบันไดลื่น
    • แม้จะได้รับการทัก ห้ามปราม เตือน และสอนหลายรอบ ก็ยังทำพฤติกรรมแบบเดิม
    • ปีนป่ายที่สูงในจุดที่ไม่ควรปีน หรือแม้มีผู้ใหญ่นั่งอยู่ในบริเวณนั้น ก็ยังวิ่งปีนป่าย บุกตะลุย คล้ายไม่รู้กาละเทศะ

มิติที่ 4: เช็คความนิ่งและระดับการอยู่นิ่ง

  • อยู่ไม่นิ่ง ยุกยิก
  • อดไม่ได้ที่จะเคลื่อนไหว
  • วิ่งเตลิด ปีนป่าย
  • ถ้าถูกจับให้อยู่นิ่ง ๆ จะกระดิกมือ ขยับเท้า เขย่าของที่ถือ ในลักษณะที่ไม่สามารถอยู่นิ่งได้แม้ในระยะเวลาสั้น ๆ

ที่กล่าวมาข้างต้น คือ Checklist หรือข้อสังเกตเบื้องต้นเรื่องความซนอยู่ไม่สุข ที่น่าจะช่วยไขข้อข้องใจของคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง กันได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม คำว่า “ซนอยู่ไม่สุข” กับ “สมาธิสั้น” มีความแตกต่างกัน เราจึงต้องแยกปัญหาทั้ง 2 ประการนี้ออกจากกันค่ะ

คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ลองสังเกตและติดตามดูพฤติกรรมประจำวันของลูกทั้ง 4 มิติข้างต้นสักระยะหนึ่งนะคะ และท่านควรจดบันทึกพฤติกรรมที่สังเกตเห็นว่าลูกน่าจะซนในระดับซนอยู่ไม่สุข และควรพาลูกไปพบแพทย์ เพื่อแพทย์วินิจฉัยให้ถูกหลักการต่อไปค่ะ

ถ้าลูกซนอยู่ไม่สุขจริง ๆ เราจะมาดูกันในคราวต่อไปว่าในฐานะคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง เราจะทำอย่างไรได้บ้างเพื่อช่วยเหลือลูกค่ะ

ทุกปัญหามีทางแก้ไข คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ช่วยลูกได้แน่ ๆ ค่ะ

เครดิตภาพ: Frank McKenna | Unsplash

รับมืออาการสมาธิสั้นของลูก อย่างมีชั้นเชิง (ตอนที่ 7) | บ้านอุ่นรัก

รับมืออาการสมาธิสั้นของลูก อย่างมีชั้นเชิง (ตอนที่ 7) | บ้านอุ่นรัก

ตอน…รับมือด้วยกิจกรรม

อาการหลัก ๆ ของโรคสมาธิสั้นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ลูกมีช่วงการคงสมาธิสั้น ซนอยู่ไม่สุข และอาจหุนหันพลันแล่นแบบ Fast and Furious ค่ะ

แต่ไม่เป็นไร ขอให้คุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ทำใจเย็น ๆ และคิดบวกว่าทุกปัญหามีทางแก้ไข เพียงเราเรียนรู้วิธีรับมือและแก้ไขปัญหาให้ถูกวิธี ลูกสมาธิสั้นก็จะมี “มือโปรประจำบ้าน” คอยช่วยนำทางค่ะ

การรับมือในตอนท้ายนี้ “บ้านอุ่นรัก” ขอแนะนำให้ลูกทำกิจกรรมค่ะ

  • ให้ทำกิจกรรมฝึกการคงสมาธิ เช่น กิจกรรมที่อาศัยการลงมือทำ กิจกรรมฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก กิจกรรมศิลปะ เพื่อฝึกช่วงการคงสมาธิ
  • ให้ทำกิจกรรมที่ฝึกการลงมือทำงานแบบรวดเดียวจบ เพื่อให้ได้จำนวนชิ้นงานที่เหมาะสมกับวัย เช่น 10 ชิ้น 15 ชิ้น หรือ 20 ชิ้น ตามอายุ โดยใช้ระยะเวลาการทำที่เหมาะสมกับงาน และลงมือทำแบบไม่ละความสนใจกลางคันและไม่ยืดเยื้อ
  • หากมีกิจกรรมหรือแบบฝึกหัดจำนวนมาก ซับซ้อนไปสักนิด หรือยุ่งยากเกินระดับที่ลูกจะทำได้ เราควรแบ่งเนื้องานออกเป็นหลายส่วน ให้ลูกลงมือทำหลาย ๆ ครั้ง ทั้งนี้ ควรกำหนดจากเวลาหรือระยะการตั้งสมาธิพื้นฐานตามปกติที่เด็ก ๆ ทำได้
  • หากงานนั้น ๆ มีความซับซ้อน มีความยาก เราอาจแบ่งช่วงเวลาทำงานเป็นช่วงสั้น ๆ หรือแบ่งให้ทำงานทีละส่วน เช่น เริ่มจากทำต่อเนื่องครั้งละ 10-15 นาที และนำมาผลงานมาส่ง เพื่อผู้ใหญ่ช่วยกำกับให้ทำต่อจนทำสำเร็จได้ทีละส่วน

ลองให้ลูกลงมือทำกิจกรรมต่าง ๆ ข้างต้นกันดูสักตั้งนะคะ ทำแบบไม่ถอดใจ และทำกันเป็นทีม แล้วคุณแม่ คุณพ่อ ผู้ปกครอง ก็จะพบว่า “มือโปรประจำบ้านทุก ๆ ท่าน” ช่วยลูกสมาธิสั้นให้มีพัฒนาการรอบด้านที่ดีและสมวัยมากขึ้นได้ด้วยมือของท่านเอง

“บ้านอุ่นรัก” จะอยู่กับท่าน เป็นกำลังใจให้ทุกท่าน เป็นเพื่อนคู่คิด และคอยชื่นชมความสำเร็จของท่านและลูก ๆ เสมอค่ะ

เครดิตภาพ: Nathan Bingle + Tyler Nix | Unsplash

รับมืออาการสมาธิสั้นของลูก อย่างมีชั้นเชิง (ตอนที่ 6) | บ้านอุ่นรัก

รับมืออาการสมาธิสั้นของลูก อย่างมีชั้นเชิง (ตอนที่ 6) | บ้านอุ่นรัก

ตอน…ลูกชอบให้เราบอกลูกดี ๆ

แม้ลูกเป็นเด็ก แต่ลูกก็มีหัวจิตหัวใจและอารมณ์ไม่ต่างจากเราที่เป็นผู้ใหญ่ ดังนั้น คำพูดบางประเภทของเรา โดยเฉพาะการพูดตำหนิ ติเตียน หรือดุว่าลูกแรง ๆ ก็อาจเป็นสาเหตุที่จะทำให้ลูกเสียใจและอารมณ์ บ่ จอย ได้เช่นกันค่ะ เพราะฉะนั้น เราควรต้องปรับวิธีการพูดและน้ำเสียงของเรากันสักนิดนึง เพื่อให้ลูกรับฟังเรา เรียนรู้ เข้าใจสิ่งที่เราบอก และรู้สึกดีที่ได้สื่อสารกับเราและได้รับฟังคำพูดแบบภาษาดอกไม้ของเราค่ะ

  • เลี่ยงการตำหนิ ดุว่า หรือการใช้คำพูดตีตรา เช่น เลี่ยงการใช้คำพูดว่าเด็กพิเศษ สมาธิสั้น ซน โดยเฉพาะการดุลูกในกลุ่มคน
  • หากจำเป็นต้องเตือนหรือดุ ควรเตือนโดยระบุเฉพาะพฤติกรรม เช่น ขอให้นั่งกับที่ไม่ลุกเดิน ขอให้ยกมือก่อนตอบ
  • ในกรณีที่เลี่ยงไม่ได้และจำเป็นต้องเตือนทันที ควรเตือนโดยระบุเฉพาะพฤติกรรมที่ต้องการเห็น ต้องการให้ทำ ด้วยประโยคสั้น ๆ ที่ลูกเข้าใจโดยง่าย
  • เลี่ยงการกล่าวพาดพิงถึงลูกเป็นการส่วนตัวหรือการกล่าวถึงลักษณะนิสัยหรือบุคลิกภาพของลูก เช่น ขอให้ทำการบ้านให้เสร็จและส่งภายในเวลา…. ขอให้นั่งกับที่ไม่ลุกเดิน ขอให้ยกมือก่อนและรอฟังคู่สนทนาพูดให้จบก่อน ไม่พูดแทรก
  • พูดชมทุกครั้งที่พบว่าลูกทำสิ่งที่ดี แม้เพียงเล็กน้อย เพื่อสร้างความมั่นใจ กระตุ้นให้ลูกทำสิ่งดี ๆ นั้นอีก และรู้สึกดีต่อสิ่งที่ตนพยายามทำหรือทำได้สำเร็จ
  • สร้างและหาโอกาสให้ลูกได้รับผิดชอบ ได้ช่วยงานบ้านเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามวัยที่ลูกพอจะทำได้ ได้ช่วยเหลือในเรื่องที่ไม่ซับซ้อน เพื่อสร้างโอกาสให้ลูกได้รับคำชมเชยจนเกิดความเชื่อมั่นและรู้สึกดีต่อตนเองในทิศทางที่เราต้องการ

เรามาทดแทนการพูดตำหนิ ติเตียน ดุกล่าว ตะคอก หรือพูดด้วยน้ำเสียงที่ประชดประชันเสียดสี มาเป็นการบอกลูกดี ๆ บอกสั้น ๆ และใช้คำพูดกระชับที่แฝงไปด้วยความเมตตาว่าลูกควรทำอะไร เพียงเท่านี้ ลูกก็จะรับฟังเรา เข้าใจสิ่งที่เราต้องการให้ลูกทำ ทำได้ รู้สึกดีกับเรา และเกิดความภาคภูมิใจในความสามารถของตนเองค่ะ

เครดิตภาพ: Nathan Bingle + Tyler Nix | Unsplash