by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
คำสอนเรื่อง “ความพอดี” ของในหลวง รัชกาลที่ 9 คือ การรู้จักพอประมาณ เห็นคุณค่าของสิ่งที่มี และใช้สิ่งนั้นให้คุ้มค่า ซึ่งพ่อแม่สามารถสอนลูกผ่านกิจวัตรประจำวันได้อย่างเรียบง่ายและเป็นรูปธรรม
แนวทางการสอน
1) ใช้ประสบการณ์จริงเพื่อสอนและสอนผ่านการลงมือทำซ้ำ ๆ
เลือกของเล่นชิ้นเดียว: ชวนเด็กเลือกเล่นครั้งละ 1 ชิ้น พร้อมสอนให้เล่นได้หลายแบบเพื่อให้เด็กรู้ว่า “ของที่มีอยู่นี้ แม้มีน้อย แต่ก็สนุกได้” ทั้งนี้ ถ้าเด็กเลือกไม่เป็น ให้ยื่น 2 ตัวเลือกให้เด็กเลือก แล้วให้เวลาเด็กตัดสินใจเลือก แตะ หรือหยิบของชิ้นนั้น ๆ ด้วยตนเอง
เก็บของชิ้นเดิมให้เรียบร้อยก่อนเลือกเล่นของเล่นชิ้นถัดไป: ชวนเด็กเก็บของให้เรียบร้อยก่อนเปลี่ยนกิจกรรม โดยเริ่มจากเก็บของเพียงหนึ่งหรือสองชิ้นให้เรียบร้อยให้ได้ก่อน หรือสาธิตการเก็บของให้เด็กดู ทำซ้ำเช่นนี้ทุกวันจนเด็กเข้าใจว่า “การเก็บของเล่นและสิ่งของต่าง ๆ คือส่วนหนึ่งของการเล่นและการใช้ชีวิตประจำวัน”
2) ใช้ประโยคสั้น ๆ กระชับ พูดให้ชัดให้เด็กเห็นภาพพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กทำ และพูดเหมือนเดิมทุกครั้ง
“เลือก 1 ชิ้นนะคะ” “ของที่มีพอแล้ว เล่นชิ้นนี้ให้สนุกก่อนนะ”
การพูดซ้ำ พูดเหมือนเดิมทุกครั้งจะช่วยให้เด็กเข้าใจเร็วขึ้น
3) ใช้ภาพช่วยจำ (Visual Support)
แปะรูป “เลือก 1 ชิ้น” หรือ “เก็บก่อนเล่นใหม่” ใกล้มุมของเล่น เพื่อให้เด็กเห็นภาพพฤติกรรมที่เราต้องการให้เด็กทำและเด็กทำตามได้ง่ายขึ้น
4) จัดมุมของเล่นให้เป็นระเบียบเพื่อช่วยให้เด็กโฟกัสได้ดีขึ้นและเลือกของเล่นเพียงหนึ่งชิ้นได้ง่ายขึ้น
ลดสิ่งเร้าที่ไม่จำเป็นออกจากมุมของเล่น
ว างของเล่นไม่เกิน 3 ชิ้นต่อครั้ง
5) ชมแบบเฉพาะเจาะจง คำชมตรงจุดทันทีที่เด็กพยายามทำให้เด็กอยากทำซ้ำ
“เยี่ยมมาก ลูกเลือกเองได้แล้ว”
“ เก็บของเข้าที่แล้ว เก่งมากเลย”
“ดีมากที่พยายามเก็บของเล่นไว้ในตะกร้าแบบที่แม่สอน”
6) ให้เวลาเด็กเรียนรู้
ไม่เร่ง ไม่กดดัน
เน้นการฝึกในบรรยากาศที่ดีและสงบ
การอดทนรอของผู้สอนมีส่วนช่วยให้เด็กจะร่วมมือได้ดีขึ้น
7) เป็นแบบอย่างให้เห็นจริงทุกวัน เมื่อผู้ใหญ่เก็บของ ใช้ของอย่างรู้คุณค่า และเลือกสิ่งที่จำเป็น เด็กจะซึมซับแนวทางการปฏิบัตินี้ไปเองอย่างเป็นธรรมชาติ
การสอน “ความพอดีหรือความพอเพียง” ให้เด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาด้านพัฒนาการเป็นเรื่องที่เราทำได้ทุกวันผ่านกิจวัตรเล็ก ๆ ที่บ้าน เมื่อทำซ้ำอย่างสม่ำเสมอ เด็กจะเรียนรู้การรู้จักพอ การรู้ประมาณตน และมองเห็นคุณค่าของสิ่งที่ตนมีได้ดีขึ้นค่ะ
บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
“คนเราต้องเตรียมตัว เพื่อที่จะเผชิญปัญหาต่าง ๆ ในชีวิต แต่การเตรียมตัวนั้นก็ต้องมีความรู้ประกอบด้วย มีการฝึกนิสัยใจคอของตนให้สามารถฟันฝ่าอุปสรรคได้ด้วย สิ่งที่สำคัญในการฟันฝ่าอุปสรรคในชีวิต คือ ต้องรู้จักตัวเอง รู้ว่าตัวกำลังทำอะไร รู้ว่าตัวต้องการอะไร”
พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร นี้ให้แนวคิดแก่เราว่า “การเตรียมตัว” ไม่ใช่แค่สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญของเด็กทุกคน โดยเฉพาะเด็กที่มีปัญหาพัฒนาการที่ต้องการการดูแลอย่างเข้าใจและลึกซึ้งกว่าเดิม
เด็กกลุ่มนี้ต้องการรากฐานชีวิตที่แข็งแรงเป็นพิเศษเพื่อให้เขาได้ดึงศักยภาพที่มีอยู่ในตัวขึ้นมาใช้ได้เต็มที่และเติบโตไปสู่การดูแลชีวิตของตนเองอย่างมั่นคงในอนาคต
การเตรียมความพร้อมให้ลูกไม่ได้หมายถึง “เร่งให้เก่ง” แต่คือการวางทักษะพื้นฐานที่จำเป็นต่อชีวิตประจำวัน ได้แก่
ทักษะการสื่อสาร
การช่วยเหลือตนเอง
การเข้าใจอารมณ์และการจัดการอารมณ์
ทักษะสังคม
การแก้ปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ
การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ด้วยการทำงานอดิเรก (ซึ่งอาจต่อยอดเป็นอาชีพในอนาคตได้) หรือการช่วยงานบ้านตามวัยตามศักยภาพ เป็นต้น
ทักษะเหล่านี้เปรียบเสมือนรากของต้นไม้ที่ค่อย ๆ แผ่ขยายจนแข็งแรงและสามารถพยุงชีวิตของเด็กในวันที่เขาต้องใช้ชีวิตด้วยลำแข้งของตัวเอง เมื่อเด็กฝึกฝนเตรียมความพร้อมอย่างสม่ำเสมอ เขาจะเรียนรู้ว่า “ฉันทำอะไรได้” “ฉันกำลังจะทำอะไรมากขึ้นได้อีก” และ “ฉันมีคุณค่าในแบบของฉันเอง”
ใกล้ปีใหม่แล้ว “บ้านอุ่นรัก” อยากชวนพ่อแม่ผู้ปกครองมอบ “การเตรียมลูกให้พร้อม” ด้วยการลงมือทำตั้งแต่ตอนนี้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้นในวันพรุ่งนี้และวันต่อ ๆ ไป นี่จะเป็นของขวัญที่ยั่งยืนที่สุดที่เราจะมอบให้แก่ลูกได้เพื่อสนับสนุนให้ลูกเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มั่นใจ ดูแลตัวเองได้ และภาคภูมิใจในตัวเองค่ะ
“บ้านอุ่นรัก” ใช้ความรู้คู่ความรักในการเตรียมความพร้อมให้กับเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย
สนใจสอบถามข้อมูลบริการของเรา ติดต่อมานะคะ
บ้านอุ่นรักสวนสยาม โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
เครดิตภาพ : Pinterest.com
by admin | บทความบ้านอุ่นรัก
แนวทางกระตุ้นพัฒนาการง่าย ๆ ก่อนส่งของให้เด็ก
1. ตั้งใจมองให้เห็น “ระดับพัฒนาการของเด็กที่เด็กมีในตอนนี้”
ก่อน จะมอบของเล่นหรือสิ่งใด ๆ ให้เด็ก ลองสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อยู่ระดับไหน เช่น เด็กใช้วิธีใดในการบอกความต้องการของตน (ชี้ มอง พูด หรือดึงมือผู้ใหญ่) เด็กหยิบจับของที่เราส่งให้อย่างไร (ใช้สองมือหรือมือเดียว ใช้แรงพอดีไหม) เด็กนำสิ่งนั้นไปทำอะไรต่อ (ถือไว้เฉย ๆ เขย่า หมุน หรือใช้ถูกวัตถุประสงค์การใช้งาน) หรือเด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ๆ ได้นานแค่ไหน
ประโยชน์: ในขณะที่เด็กได้รับสิ่งที่ต้องการ ผู้สอนจะเข้าใจระดับพัฒนาการและรู้ความต้องการของเด็กได้ดีมากขึ้นจาก “การมองอย่างตั้งใจ” เมื่อเข้าใจแนวโน้มพัฒนาการแต่ละด้าน ผู้สอนก็จะสามารถต่อยอดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการได้ตรงจุดและเห็นผลดียิ่งขึ้น
2. สร้างบรรยากาศดี ๆ ให้เด็กอยากมีส่วนร่วม
ก่อน ส่งของให้เด็ก ผู้สอนควรบรรยากาศรอบข้างดี ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย เช่น เรียกชื่อเด็กด้วยน้ำเสียงอบอุ่นชัดเจน ยิ้มให้เด็กในขณะส่งของ และค่อย ๆ ยื่นของนั้นให้เด็กด้วยมือของเราเองโดยไม่รีบร้อน ไม่เร่งให้เด็กรับของ ไม่รีบละสายตาไปจากเด็ก แต่รอจนเด็กแสดงความสนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า
ประโยชน์: เด็กได้ฝึกการสบตา การรอ การโต้ตอบ มีการตอบสนองต่อสัญญาณของผู้อื่น และเรียนรู้การสื่อสารสองทางซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารทางสังคม เด็กจะกล้าเข้าหาผู้ใหญ่มากขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาว ส่วนผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของบรรยากาศที่ดีที่จะใช้ประกอบการสอนและฝึกเด็กให้เกิดการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีดีขึ้นซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก
3. เล่นด้วยกันสักระยะ ก่อนปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว
ก่อน ส่งของให้เด็ก ไม่ต้องรีบส่ง ไม่รีบปล่อยมือ หรือหันไปทำธุระอื่น ๆ แต่ให้ใช้เวลาสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อยต่อจากนั้นเพื่อแทรกแซงพัฒนาการด้วยการชวนเล่น ชวนสบตา ชวนฝึกการสื่อสารสนทนา เช่น เล่นทายชื่อสิ่งของ การนั่งเล่นด้วยกันเป็นโอกาสสร้างสัมพันธภาพและความคุ้นชิน สาธิตให้ดูเพื่อสอนให้เด็กเล่นเป็น ใช้เสียงพูดคุยชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย สนุก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ เช่น “ลองหมุนดูสิ” หรือ “ชี้ให้แม่ดูหน่อยว่าสีนี้เหมือนกับของอะไรแถวนี้บ้าง”
ประโยชน์: เด็กได้เรียนรู้วิธีใช้สิ่งของหรือของเล่นชิ้นนั้น ๆ ผ่านการมีส่วนร่วม ได้ฝึกเลียนแบบ รู้จักการเล่นเชิงโต้ตอบ เรียนรู้ว่าการเล่นคือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตรงหน้าไม่ใช่แค่การเล่นคนเดียว รู้สึกปลอดภัย และเด็กจะค่อย ๆ รู้สึกว่าผู้ใหญ่คือเพื่อนร่วมเล่นที่เข้าใจเขาและสามารถนำเขาไปสู่เสียงหัวเราะและความสนุกได้ ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในและอยากเรียนรู้มากขึ้น ส่วนคนที่บ้านหรือครู (ผู้สอน) ได้ใช้เวลาเพื่อสังเกตพฤติกรรมและการตอบสนองของเด็กอย่างใกล้ชิด เกิดการเรียนรู้ว่าต้องชวนเด็กเล่นแบบไหน และได้หาจังหวะที่เหมาะสมในการแทรกแซงพัฒนาการเด็กในด้านต่าง ๆ
4. ชมเมื่อเด็กพยายาม ไม่ใช่แค่เมื่อสำเร็จ
ก่อน ส่งของให้เด็ก พูดชมให้เด็กภูมิใจที่เด็กพยายามสื่อสารบอกความต้องการ เช่น “ลูกเก่งมากที่พยายามพูดบอกแม่ว่าลูกอยากได้ของเล่นนี้” หรือ “ครูเห็นนะว่าหนูพยายามบอกครูแล้วว่าหนูอยากกินน้ำ”
ประโยชน์: คำชมชัด ๆ ทันทีนี้ทำให้เด็กมีกำลังใจอยากลองทำซ้ำและเกิดแรงจูงใจภายในที่จะพยายามสื่อสารหรือกล้าสื่อสารบอกความต้องการของตนเองอีกในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เคยชินที่จะสื่อสารกับผู้อื่นผ่านคำพูด การออกเสียง หรือการใช้ท่าทาง “ขอ” อันจะมีส่วนช่วยให้เด็กสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ส่วนพ่อแม่และครูก็ชื่นใจที่ได้เห็นความพยายามของเด็ก
การแทรกแซงพัฒนาการเด็กผ่านการแทรกแซงของเรา “ที่เราทำก่อน จะส่งของให้เด็ก” นั้นจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นเมื่อเราแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างบ้านและโรงเรียน เช่น ครูบอกผู้ปกครองว่าวันนี้เด็กตอบสนองอย่างไร สนใจอะไร ทำอะไรได้ดี หรือมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือผู้ปกครองเล่ากลับให้ครูฟังว่าที่บ้านเด็กตอบสนองต่อสิ่งเดิมนี้อย่างไร เป็นต้น เมื่อทั้งสองฝ่ายแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน การกระตุ้นพัฒนาการเด็กจะเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งที่บ้านและโรงเรียน เด็กก็จะได้รับการฝึกอย่างสอดคล้อง ส่วนผู้ใหญ่รู้สึกเป็น “ทีมเดียวกัน” ที่กำลังช่วยให้เด็กก้าวหน้า
“บ้านอุ่นรัก” อยากบอกพ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูทุกท่านว่าการกระตุ้นพัฒนาการเด็กไม่ใช่ทางลัดที่เห็นผลเร็ว แต่มันคือเส้นทางที่ต้องอาศัย “เวลา ความอดทน และการทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง” ดังนั้น เราขอให้กำลังใจว่าทุกท่านอย่าถอดใจหากผลสำเร็จยังไม่ปรากฏให้ท่านเห็นในวันนี้ เพราะแม้เพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เด็กทำได้ เช่น เริ่มสบตาเราบ่อยขึ้นในขณะที่เราส่งของให้โดยที่เราไม่ต้องชี้นำหรือลดการชี้นำลง ส่งเสียง พูด หรือแสดงท่าทางเพื่อบอกความต้องการได้ดีขึ้นว่าเด็กอยากให้เราช่วยอะไร หรือเด็กยื่นมือรับของจากมือเราด้วยรอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้ล้วนคือ “ก้าวใหม่ที่ยิ่งใหญ่” ของชีวิตเขา และก้าวนั้นเกิดได้เพราะการลงมือทำของเรา ความใส่ใจของเรา การใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กตรงหน้าด้วยความเชื่อเดียวกันที่ทั้งบ้านและโรงเรียนมีว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้…เมื่อเราไม่หยุดลงมือทำ”
by admin | บทความทั่วไป , บทความบ้านอุ่นรัก
เด็กออทิสติกวัยเด็กเล็กมักรู้สึกสบายใจเมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่คาดเดาได้ มีโครงสร้างชัดเจน และลดสิ่งรบกวน พ่อแม่สามารถจัดบ้านให้ลูก “รู้สึกปลอดภัย” ได้ง่าย ๆ ดังนี้
โซนเล่น – ใช้พรมหรือเสื่อยางกั้นพื้นที่ชัดเจน ของเล่นควรเก็บเป็นหมวดหมู่ในกล่องใส่ที่หยิบง่ายและเก็บคืนที่ได้สะดวก
โซนสงบ – จัดมุมเล็ก ๆ ด้วยเบาะนุ่ม หมอน ผ้าห่ม และของคุ้นเคย เช่น ตุ๊กตาตัวโปรด ให้ลูกใช้พักใจเวลารู้สึกเหนื่อยหรือกังวล
โซนกิจวัตร – ใช้บอร์ดภาพหรือกระดานติดรูปกิจกรรมประจำวัน เช่น ตื่นนอน แปรงฟัน กินข้าว เล่น เพื่อช่วยให้ลูกมองเห็นลำดับกิจกรรม ลดความสับสน และรู้ว่าจะเกิดอะไรต่อไป
ง่าย ๆ น่าทำ แต่สร้างผลลัพธ์ได้ประทับใจ
จัดบ้านอย่างเป็นระบบ ลดเสียงดัง แสงจ้า และสิ่งรบกวน ลูกก็จะค่อย ๆ รู้สึกว่า “ที่นี่ปลอดภัย” และพร้อมเปิดใจเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ
จัดโซนนิ่งวันนี้ ให้บ้านกลายเป็นที่ที่ลูกได้พักใจ เติบโต และเรียนรู้อย่างมีความสุข
“บ้านอุ่นรัก” เสริมพัฒนาการเด็กออทิสติก สมาธิสั้น พัฒนาการช้าไม่สมวัย (เด็กวัย 2-5 ขวบ)
วันและเวลาทำการ: จันทร์ – ศุกร์ | 09.00 น. – 15.00 น.
บ้านอุ่นรักสวนสยาม ถนนสวนสยาม 24 แยก 2: โทร 086 775 9656 | LINE ID: 0867759656
บ้านอุ่นรักธนบุรี ถนนพุทธมณฑลสายสอง ซอย 26: โทร 087 502 5261 | LINE ID: @aunrak2
by admin | กำลังใจ
การดูแลลูกออทิสติกไม่ได้ทดสอบแค่บทบาท “พ่อแม่ผู้ดูแล” แต่ยังทดสอบ “หัวใจของคู่ชีวิต” ด้วย เพราะระหว่างทางมีทั้งความเหนื่อยล้า ความเครียด และความโดดเดี่ยวที่อาจเกิดขึ้นกับทั้งสองฝ่าย อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ไม่จำเป็นต้องอ่อนแรงลง หากทั้งคู่ “เลือกเดินไปด้วยกันอย่างเข้าใจ”
แนวทางการรักษาความสัมพันธ์ให้แข็งแรงขณะเลี้ยงดูลูกออทิสติก
1. ให้คำมั่นต่อกัน พูดกันตรง ๆ ว่า “เราจะอยู่ข้างกันเสมอ” และแบ่งหน้าที่ดูแลลูกให้ชัดเจนเพื่อให้รู้สึกเป็นทีมเดียวกัน มากกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องแบกไว้คนเดียว
2. พูดให้ฟัง ฟังให้เข้าใจ เมื่อมีความเห็นต่างเรื่องการบำบัดหรือการเลี้ยงดูลูก ให้คนหนึ่งพูด อีกคนก็ฟังโดยไม่ขัด แล้วสะท้อนกลับว่าสิ่งที่เข้าใจคืออะไร วิธีง่าย ๆ นี้ช่วยลดอารมณ์และเพิ่มความเข้าใจให้มากขึ้นได้จริง ๆ
3. นำเวลาแห่ง “สองเรา” กลับคืนมา แม้ภาระมาก แต่ควรหาช่วงเวลาสั้น ๆ เพียง 30 นาทีต่อวัน เช่น หลังลูกหลับ เพื่อคุยเรื่องอื่น ๆ (ไม่ใช่คุยกันแต่เรื่องลูก) ดูหนัง หรือดื่มชาด้วยกัน ให้หัวใจยังได้เชื่อมโยงในฐานะ “คู่รัก” ไม่ใช่แค่ “พ่อแม่”
4. แบ่งเบาภาระอย่างเท่าเทียม ช่วยกันทำสิ่งเล็ก ๆ เช่น ติดต่อหมอ เตรียมของใช้ หรือจัดบ้านบำบัด และอย่าลังเลที่จะขอแรงจากญาติหรือเพื่อน เพราะ “การมีเครือข่าย” คือพลังสำคัญของครอบครัว
5. ยืดหยุ่นและปรับตัวได้เสมอ การวางแผนไว้แต่ต้องปรับเปลี่ยนไม่ใช่ความล้มเหลว แต่คือการรักษาสมดุลเพื่อลดความตึงเครียดและลดการโทษกันไปมา
6. ดูแลใจตัวเอง พ่อแม่ที่อ่อนล้าย่อมยากจะเติมพลังให้ลูก ลองพักผ่อน พบเพื่อน หรืออ่านหนังสือ เพราะการดูแลตัวเองคือ “การดูแลหัวใจของทั้งบ้าน”
7. ยอมรับว่าเราไม่ต้องสมบูรณ์แบบ บางวันอาจพลาดหรือเหนื่อยจนพูดแรง ก็ให้อภัยกัน เพราะสิ่งสำคัญไม่ใช่ความสมบูรณ์แบบ แต่คือ “การพยายามทำให้ดีขึ้นในแต่ละวัน”
การดูแลลูกออทิสติกเป็นการทำภารกิจหัวใจของคนสองคนในฐานะคู่รักคู่ชีวิต เมื่อผ่านเรื่องยากไปด้วยกัน ความสัมพันธ์จะยิ่งมั่นคง และความสัมพันธ์ที่มั่นคงของคู่ชีวิตจะเป็นพลังแพ็คคู่ที่ช่วยให้ทั้งครอบครัวเติบโตไปพร้อมกันค่ะ
เครดิต: บทความต้นฉบับ: Autism Parenting Magazine. (2024). How to Keep Your Marriage Strong While Raising an Autistic Child. Stephanie Murphy, LMFT. August 13, 2025
Photo Credit: Original Photo by Hoi An Photographer on Unsplash – Re-styled via ChatGPT