แนวทางกระตุ้นพัฒนาการง่าย ๆ ก่อนส่งของให้เด็ก

1. ตั้งใจมองให้เห็น “ระดับพัฒนาการของเด็กที่เด็กมีในตอนนี้”

    ก่อนจะมอบของเล่นหรือสิ่งใด ๆ ให้เด็ก ลองสังเกตว่าเด็กมีพัฒนาการด้านต่าง ๆ อยู่ระดับไหน เช่น เด็กใช้วิธีใดในการบอกความต้องการของตน (ชี้ มอง พูด หรือดึงมือผู้ใหญ่) เด็กหยิบจับของที่เราส่งให้อย่างไร (ใช้สองมือหรือมือเดียว ใช้แรงพอดีไหม) เด็กนำสิ่งนั้นไปทำอะไรต่อ (ถือไว้เฉย ๆ เขย่า หมุน หรือใช้ถูกวัตถุประสงค์การใช้งาน) หรือเด็กมีสมาธิจดจ่ออยู่กับสิ่งนั้น ๆ ได้นานแค่ไหน

    ประโยชน์: ในขณะที่เด็กได้รับสิ่งที่ต้องการ ผู้สอนจะเข้าใจระดับพัฒนาการและรู้ความต้องการของเด็กได้ดีมากขึ้นจาก “การมองอย่างตั้งใจ” เมื่อเข้าใจแนวโน้มพัฒนาการแต่ละด้าน ผู้สอนก็จะสามารถต่อยอดกิจกรรมกระตุ้นพัฒนาการได้ตรงจุดและเห็นผลดียิ่งขึ้น

    2. สร้างบรรยากาศดี ๆ ให้เด็กอยากมีส่วนร่วม

    ก่อนส่งของให้เด็ก ผู้สอนควรบรรยากาศรอบข้างดี ๆ ให้เกิดขึ้นด้วย เช่น เรียกชื่อเด็กด้วยน้ำเสียงอบอุ่นชัดเจน ยิ้มให้เด็กในขณะส่งของ และค่อย ๆ ยื่นของนั้นให้เด็กด้วยมือของเราเองโดยไม่รีบร้อน ไม่เร่งให้เด็กรับของ ไม่รีบละสายตาไปจากเด็ก แต่รอจนเด็กแสดงความสนใจสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า

    ประโยชน์: เด็กได้ฝึกการสบตา การรอ การโต้ตอบ มีการตอบสนองต่อสัญญาณของผู้อื่น และเรียนรู้การสื่อสารสองทางซึ่งเป็นรากฐานสำคัญของการสื่อสารทางสังคม เด็กจะกล้าเข้าหาผู้ใหญ่มากขึ้นซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ร่วมกันในระยะยาว ส่วนผู้ใหญ่ได้ตระหนักถึงความสำคัญของบรรยากาศที่ดีที่จะใช้ประกอบการสอนและฝึกเด็กให้เกิดการสื่อสารแบบมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีดีขึ้นซึ่งเป็นเทคนิคสำคัญในการกระตุ้นพัฒนาการเด็ก

    3. เล่นด้วยกันสักระยะ ก่อนปล่อยให้เด็กเล่นคนเดียว

    ก่อนส่งของให้เด็ก ไม่ต้องรีบส่ง ไม่รีบปล่อยมือ หรือหันไปทำธุระอื่น ๆ แต่ให้ใช้เวลาสัก 5 นาทีเป็นอย่างน้อยต่อจากนั้นเพื่อแทรกแซงพัฒนาการด้วยการชวนเล่น ชวนสบตา ชวนฝึกการสื่อสารสนทนา เช่น เล่นทายชื่อสิ่งของ การนั่งเล่นด้วยกันเป็นโอกาสสร้างสัมพันธภาพและความคุ้นชิน สาธิตให้ดูเพื่อสอนให้เด็กเล่นเป็น ใช้เสียงพูดคุยชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย สนุก และเปิดมุมมองใหม่ ๆ เช่น “ลองหมุนดูสิ” หรือ “ชี้ให้แม่ดูหน่อยว่าสีนี้เหมือนกับของอะไรแถวนี้บ้าง”

    ประโยชน์: เด็กได้เรียนรู้วิธีใช้สิ่งของหรือของเล่นชิ้นนั้น ๆ ผ่านการมีส่วนร่วม ได้ฝึกเลียนแบบ รู้จักการเล่นเชิงโต้ตอบ เรียนรู้ว่าการเล่นคือการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนตรงหน้าไม่ใช่แค่การเล่นคนเดียว รู้สึกปลอดภัย และเด็กจะค่อย ๆ รู้สึกว่าผู้ใหญ่คือเพื่อนร่วมเล่นที่เข้าใจเขาและสามารถนำเขาไปสู่เสียงหัวเราะและความสนุกได้ ทำให้เกิดแรงจูงใจภายในและอยากเรียนรู้มากขึ้น ส่วนคนที่บ้านหรือครู (ผู้สอน) ได้ใช้เวลาเพื่อสังเกตพฤติกรรมและการตอบสนองของเด็กอย่างใกล้ชิด เกิดการเรียนรู้ว่าต้องชวนเด็กเล่นแบบไหน และได้หาจังหวะที่เหมาะสมในการแทรกแซงพัฒนาการเด็กในด้านต่าง ๆ

    4. ชมเมื่อเด็กพยายาม ไม่ใช่แค่เมื่อสำเร็จ

    ก่อนส่งของให้เด็ก พูดชมให้เด็กภูมิใจที่เด็กพยายามสื่อสารบอกความต้องการ เช่น “ลูกเก่งมากที่พยายามพูดบอกแม่ว่าลูกอยากได้ของเล่นนี้” หรือ “ครูเห็นนะว่าหนูพยายามบอกครูแล้วว่าหนูอยากกินน้ำ”

    ประโยชน์: คำชมชัด ๆ ทันทีนี้ทำให้เด็กมีกำลังใจอยากลองทำซ้ำและเกิดแรงจูงใจภายในที่จะพยายามสื่อสารหรือกล้าสื่อสารบอกความต้องการของตนเองอีกในอนาคต ซึ่งจะช่วยให้เด็กค่อย ๆ เคยชินที่จะสื่อสารกับผู้อื่นผ่านคำพูด การออกเสียง หรือการใช้ท่าทาง “ขอ” อันจะมีส่วนช่วยให้เด็กสื่อสารได้ดียิ่งขึ้น ส่วนพ่อแม่และครูก็ชื่นใจที่ได้เห็นความพยายามของเด็ก

    การแทรกแซงพัฒนาการเด็กผ่านการแทรกแซงของเรา “ที่เราทำก่อนจะส่งของให้เด็ก” นั้นจะมีคุณค่ามากยิ่งขึ้นเมื่อเราแลกเปลี่ยนและแบ่งปันข้อมูลกันระหว่างบ้านและโรงเรียน เช่น ครูบอกผู้ปกครองว่าวันนี้เด็กตอบสนองอย่างไร สนใจอะไร ทำอะไรได้ดี หรือมีอะไรที่ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไข หรือผู้ปกครองเล่ากลับให้ครูฟังว่าที่บ้านเด็กตอบสนองต่อสิ่งเดิมนี้อย่างไร เป็นต้น เมื่อทั้งสองฝ่ายแบ่งปันข้อมูลร่วมกัน การกระตุ้นพัฒนาการเด็กจะเชื่อมโยงต่อเนื่องทั้งที่บ้านและโรงเรียน เด็กก็จะได้รับการฝึกอย่างสอดคล้อง ส่วนผู้ใหญ่รู้สึกเป็น “ทีมเดียวกัน” ที่กำลังช่วยให้เด็กก้าวหน้า

    “บ้านอุ่นรัก” อยากบอกพ่อแม่ผู้ปกครองและคุณครูทุกท่านว่าการกระตุ้นพัฒนาการเด็กไม่ใช่ทางลัดที่เห็นผลเร็ว แต่มันคือเส้นทางที่ต้องอาศัย “เวลา ความอดทน และการทำซ้ำอย่างต่อเนื่อง” ดังนั้น เราขอให้กำลังใจว่าทุกท่านอย่าถอดใจหากผลสำเร็จยังไม่ปรากฏให้ท่านเห็นในวันนี้ เพราะแม้เพียงสิ่งเล็ก ๆ ที่เด็กทำได้ เช่น เริ่มสบตาเราบ่อยขึ้นในขณะที่เราส่งของให้โดยที่เราไม่ต้องชี้นำหรือลดการชี้นำลง ส่งเสียง พูด หรือแสดงท่าทางเพื่อบอกความต้องการได้ดีขึ้นว่าเด็กอยากให้เราช่วยอะไร หรือเด็กยื่นมือรับของจากมือเราด้วยรอยยิ้ม สิ่งเหล่านี้ล้วนคือ “ก้าวใหม่ที่ยิ่งใหญ่” ของชีวิตเขา และก้าวนั้นเกิดได้เพราะการลงมือทำของเรา ความใส่ใจของเรา การใช้เวลาอยู่ร่วมกับเด็กตรงหน้าด้วยความเชื่อเดียวกันที่ทั้งบ้านและโรงเรียนมีว่า “เด็กทุกคนเรียนรู้ได้…เมื่อเราไม่หยุดลงมือทำ”